|

ฟิตสมอง เตรียมพร้อมเรียนรู้
ว่ากันว่า ช่วงเวลาที่สมองของเด็กจะพัฒนามากที่สุดคือช่วย
6 ปีแรกของชีวิต แล้วหากว่าลูก ๆ
หลาน ๆ
ของเราเลยวัยนั้นมาแล้วก็อย่าเพิ่งคิดว่าสายไปนะคะ
เป็นความโชคดีที่เมื่อไม่นานมานี้คุณ Christine Ward
ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Brain Base Learning
หรือการพัฒนาการเรียนรู้ที่ใช้ข้อมูลความรู้ด้านสมองเป็นพื้นฐาน
บินตรงจากนิวซีแลนด์ มาแนะนำเทคนิควิธีฟิตสมองเด็กๆ
ให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้
ให้กับคุณครูที่โรงเรียนอนุบาลจิตตเมตต์
คุณคริสตีนเริ่มต้นสาธิตวิธีเตรียมพร้อมสมองให้เด็กอย่างง่ายๆ
วิธีหนึ่ง... เริ่มจากให้พวกเรานั่ง (หรือยืน)
ในท่าที่สบาย ๆ พนมมือ หายใจลึก
ๆ แล้วปรบมือเป็นจังหวะ 1 ครั้งต่อ 1 วินาที นับ 1
2 3 4 แล้วเอื้อมมือขวาไปตบบ่าซ้ายของตัวเองเบาๆ
พร้อมกับร้องว่า ...Good morning, I feeling good. I plan
feeling good today. (ทำซ้ำอีกรอบโดยเปลี่ยนเป็นมือซ้ายตบบ่าขวา)
คุณคริสตีนอธิบายว่า
สมองของมนุษย์คือเครื่องจักรมหัศจรรย์ที่ทำงานได้ดีเมื่อมีเลือดและออกซิเจนเพียงพอ
การที่เราพนมมือมีผลดีต่อการหายใจ
จังหวะที่ตบมือคือจังหวะเดียวกับการเต้นของหัวใจ
ส่วนการเอื้อมมือไปแตะบ่าเป็นการประสานกันของสมองซีกซ้ายและขวา
และเมื่อร้องเพลงบอกตัวเองว่าวันนี้ฉันมีความรู้สึกดี
ๆ นั้นความรู้สึกดีก็เกิดขึ้นแล้วทันที
กิจกรรมนี้ได้สร้างสมดุลให้ร่างกาย จิตใจ และสมอง
ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเรียนรู้ของมนุษย์ และเป็น
Brainfitness
ที่ทำให้สมองพร้อมที่จะคิดและเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งเราอาจจะใช้หลักการของการเตรียมความพร้อมสมองแบบนี้ได้ทั้งในห้องเรียนและที่บ้านของเรา
Brain Balance
สมดุลแห่งการเรียนรู้
อย่างที่เราทราบกันว่าสมองซีกซ้ายใช้ในเชิงการวิเคราะห์
ส่วนซีกขวาใช้ในเชิงจินตนาการ
มีงานวิจัยพบว่าการถ่ายเทข้อมูลของสมองทั้งสองซีกจะช่วยให้การเรียนรู้ของเด็กดีขึ้นเช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวร่างกาย
เพราะสมองซีกขวาควบคุมร่างกายซีกซ้าย
ในขณะที่สมองซีกซ้ายควบคุมร่างกายซีกขวา
ลองทดสอบดูว่าเรามีสมดุลดีหรือไม่ โดยไขว้มือขวาจับหูซ้าย
มือซ้ายจับหูขวา แล้วสลับกันเร็ว ๆ
ถ้าควบคุมได้ถือว่าสมองทำงานประสานกันได้ดีมีสมดุล
ทั้งนี้ความสมดุลของสมองอยู่ที่การทำงานของ Cortex
ที่อยู่ตรงกลางสมองสองซีก
เป็นสะพานให้สารเคมีในสมองส่งผ่านข้อความไปตามจุดเชื่อมต่อของเซลล์สมองต่าง
ๆ ระหว่างกันได้อย่างราบรื่น ซึ่งถ้าเกิดความเครียด
สมองจะสร้างสารเคมีสกัดการคิดและเรียนรู้ตามธรรมชาติ
ดังนั้นสมองของเด็ก ๆ จะสมดุล
ตื่นตัว และพร้อมเรียนรู้
ก็ต่อเมื่อเด็กผ่อนคลายทั้งกายและใจ
คุณคริสตีนกล่าวว่า เทคนิค Brainfitness
จะช่วยให้เกิดสิ่งนี้ได้
Brainfitness เทคนิคฟิตสมอง
Brainfitness
เป็นโรงยิมของสมองที่จะเตรียมความพร้อมและเพิ่มสมรรถนะให้สมอง
โดยมีหลักการ 3 ประการด้วยกันคือ 1.
ทำให้ร่างกายมีความสมดุลและมีการเคลื่อนไหวอย่างสมดุล 2.
ทำให้สมองมีความกระตือรือร้นและทำงานได้ดี 3. ทำให้จิตใจ
อารมณ์เบิกบาน ผ่อนคลาย
และโรงยิมของสมองนี้ก็มีอุปกรณ์สำคัญอยู่ 10 อย่างด้วยกัน
ซึ่งทั้งหมดล้วนมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ได้แก่
1. อาหารสมอง
ช่วยสร้างพลังงานให้สมอง เด็ก ๆ
ต้องได้รับสารอาหารครบถ้วน
โดยเรียงจากปริมาณที่ต้องการมากที่สุดคือกลุ่มธัญพืช
รองลงมาคือผักผลไม้ โปรตีน และอื่นๆ ต้องกินทุกมื้อ
โดยเฉพาะมื้อเช้าสำคัญมาก และไม่ควรกินก่อนนอน
หลีกเลี่ยงอาหารกึ่งสำเร็จรูป ฟาสต์ฟู้ด ลดปริมาณเกลือ
ไขมัน
โดยเฉพาะน้ำตาลที่ทำให้เด็กมีพลังงานมากจนไม่อยู่นิ่ง
ขาดสมาธิ
2. ออกซิเจน
ให้ชีวิตแก่เซลล์สมอง
สมองที่มีออกซิเจนมากเพียงพอจะทำให้มีสารเคมีที่ทำให้เครียดลดน้อยลง
ทำได้โดยการหายใจที่ถูกต้อง หายใจลึก
ๆ ให้ทั่วปอด หายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องแฟบ
รวมทั้งการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย หัวเราะ
ร้องเพลงและพูดคุย
ก็เป็นการเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้สมองได้ดีอีกด้วย
3. น้ำเปล่า
มีส่วนสำคัญในการส่งข้อมูลในสมอง
ถ้าเราไม่ได้ดื่มน้ำแค่ครึ่งชั่วโมง สมองก็ขาดน้ำแล้ว
เพราะทำให้ก้านสมองหด เซลล์สมองส่งข้อความถึงกันไม่ราบรื่น
อาจทำให้รู้สึกสับสน
และเหตุผลที่น้ำเปล่าดีต่อสมองก็เพราะดูดซึมสู่สมองได้ทันที
ถ้าเครื่องดื่มอื่น ๆ
ร่างกายจะคิดว่าเป็นอาหาร
แล้วส่งไปย่อยก่อนถึงจะดูดซึมไปที่สมอง
ควรปลูกฝังให้เด็กรู้ว่าน้ำเปล่าเป็นน้ำผลไม้ของสมอง (Brainjuice)
ดังนั้นในห้องเรียนหือโต๊ะทำการบ้านควรมีน้ำไว้ดื่มได้สะดวก
4. การผ่อนคลาย
เริ่มจากการนอนหลับเพียงพอ ตอนหลับร่างกายพักแต่สมองตื่น
สมองจะสร้างจุดเชื่อมต่อใหม่ๆ ระหว่าง 2 ซีก
สมองจะแยกประเภทและเก็บประสบการณ์ที่ได้ในแต่ละวัน
โดยที่เราควบคุมไม่ได้
ซึ่งประสบการณ์ที่เรารู้สึกกับมันมาก
ๆ จะจำได้ง่าย ดังนั้นถ้านอนไม่พอ
สมองยังจัดระบบไม่เรียบร้อย จึงตื่นมางง
ๆ เบลอ ๆ
นอกจากนี้ยังผ่อนคลายได้ด้วยการเคลื่อนไหวในท่าบริหารสมอง
(Brain Gym) ฟังเพลงจังหวะเบา ๆ
ช้า ๆ ออกกำลังกายเบา
ๆ การพูดคุย ร้องเพลง ยิ้ม นั่งสมาธิ
การเรียนรู้จากภาพ และการพักช่วงสั้น
ๆ ระหว่างการทำกิจกรรม
5. ความสมดุลของร่างกายและสมอง
อาจลองให้เด็ก ๆ
ถือห่วงฮูลาฮูบขึ้น-ลง
และไปข้างหน้าเพื่อฝึกการทรงตัวหรือฝึกไขว้ร่างกายในท่าต่างๆ
การหายใจที่ถูกต้อง บุคลิกท่าทางที่เหมาะสม
ใช้เพลงจังหวะเบา ๆ
มาประกอบการทำกิจกรรม ลดพฤติกรรมที่นำไปสู่ความเครียด
6.
รูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะกับเด็กแต่ละคน
คนแต่ละคนมีสมองที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังนั้นเด็กๆ
แต่ละคนจึงตอบรับรูปแบบการเรียนการสอนที่ต่างกันไป
ซึ่งที่จริงกระบวนการเข้าถึงการเรียนรู้มีหลากหลายวิธี
ทั้งการเรียนรู้ผ่านการเห็น การฟัง การเคลื่อนไหว
การเรียนแบบ เป็นขั้นตอน เรียนแบบองค์รวม
และเรียนผ่านกระบวนการทางสังคม
ซึ่งในห้องเรียนควรเลือกใช้ให้หลากหลายที่สุด
7. การสร้างแรงบันดาลใจ
โดยให้เด็ก ๆ
มีเป้าหมายในการเรียนรู้ ได้คิด ได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง
8. ความเป็นตัวของตัวเอง
และเชื่อมั่นในตัวเอง การรู้จักควบคุมตัวเอง มีวินัย
มั่นใจในตัวเอง และมีความรู้สึกชื่นชมในสิ่งที่ทำ
เป็นพื้นฐานให้เด็กมีความกระตือรือร้นอยากเรียนรู้
9. ผิดเป็นครู เปิดโอกาสให้เด็ก
ๆ ได้เรียนรู้จากความผิดพลาด
10. การสร้างทัศนคติในเชิงบวก คิดใช้ภาษาท่าทางและการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์
จะช่วยให้สมองของเด็กจดจำแต่สิ่งที่ดี ๆ และงดงาม
ฝึกให้เด็กมองว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอ
หากใช้อุปกรณ์ Brainfitness ทั้ง 10 ประการอย่างสม่ำเสมอ
จะช่วยให้สมองของเด็กเรียนรู้ได้ดีมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้คุณคริสตีนย้ำอย่างเชื่อมั่นว่า
เด็กทุกคนสามารถที่จะเรียนรู้ได้อย่างเป็นธรรมชาติในเงื่อนไขที่เหมาะสม
ทั้งเงื่อนไขภายใน คือ Brainfitness ที่กล่าวมา
และเงื่อนไขภายนอก (Brainfriendly)
ซึ่งก็คือสภาพแวดล้อมทุกอย่างที่อยู่รอบ
ๆ ตัวเด็ก
ที่เราสามารถจัดการให้เป็นมิตรกับสมองของเขาได้
อย่างไรก็ตาม
วิถีชีวิตคนเมืองซึ่งเต็มไปด้วยมลภาวะทั้งทางด้านเสียง
ลดทอนประสิทธิภาพการฟัง ทำให้เกิดความเครียด อารมณ์สับสน
มลภาวะทางอากาศ ที่แม้หายใจถูกวิธีแต่ก็รับควันพิษเข้าไป
หรือจากแสงของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น คลื่นแสงกะพริบ
ๆ จากจอทีวี คอมพิวเตอร์ แสงไฟนีออน
สามารถทำลายเซลล์สมองได้
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งแวดล้อมที่ลดความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก
ๆ ทั้งสิ้น จึงควรหลีกเลี่ยง
ที่มา
นิตยสาร life & family
|