|

โทรทัศน์ไม่ดี๊ไม่ดีต่อลูกน้อย
เสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากและสายตาที่บ่งบอกถึงความสนใจของลูกรักต่อจอสี่เหลี่ยมมากกว่าสิ่งอื่นใด
ดูเผินๆ แล้วเหมือนจะดีที่หนูนิอยู่นิ่งๆ เป็นกับเขาบ้าง
ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่น
แต่...คุณแม่ขา
เห็นตัวร้ายที่แฝงมากับเจ้าจอสี่เหลี่ยมไหม!
และแล้วเช้าวันจันทร์ทีวีก็ได้สำแดงอิทธิฤทธิ์แบบเบาะๆ
เมื่อหนูนิร้องโยเยไม่ยอมอาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียน
เพราะอยากจะดูทีวีเสียเหลือเกิน
เจอเหตุการณ์แบบนี้เข้าไปทำเอาพี่เลี้ยงห้ามไม่อยู่
เดือดร้อนคุณแม่ต้องไปจัดการเอง จัดการอะไรรู้ไหมคะ
ก็เปิดทีวีตามใจหนูนิไง
เพราะไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้เธอเงียบและยอมแต่งตัวโดยดี
ฉับพลันที่ทีวีเปิด
เสียงร้องไห้ก็กลืนหายไปกับเสียงจากจอทีวี
คุณแม่เริ่มจะมองเห็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีบางอย่างจากเจ้าจอสี่เหลี่ยมนี่แล้วล่ะค่ะ
ทำไมหนูชอบดูทีวี
สำหรับเด็กนั้นทีวีเป็นภาพเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ
มีเรื่องราวให้ชวนติดตาม
มีความสนุกและเด็กก็ไม่ต้องทำอะไรเลย แม้กระทั่งใช้ความคิด
เพราะทีวีเขาบอกให้หมดล่ะ ภาพ สี เสียง ครบเลย
แบบที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า animism
คือเชื่อว่าทุกอย่างมีชีวิต
เพราะเจ้าภาพที่เคลื่อนไหวนั่นไปโดนใจของเด็กวัยนี้เข้าอย่างจัง
แล้วจะไม่ให้เขาติดยังไงไหวล่ะ ขนาดผู้ใหญ่เองก็เถอะ
ยังติดละครเหมือนกันเลย หนูก็ติดการ์ตูน ติดละครบ้าง
ติดทีวีเพราะอะไร ?
ลองดูนะคะว่าครอบครัวคุณเข้าข่ายแบบใดแบบหนึ่งในนี้
ที่ทำให้ทีวีมีโอกาสขโมยหัวใจดวงน้อยๆ
ของลูกไปได้หรือเปล่า
-
ใช้ทีวีดึงความสนใจ
เพราะไม่อยากให้ลูกซน
และตัวเองก็จะได้มีเวลาทำงานอย่างอื่น เช่น งานบ้าน
เพราะเห็นว่าทีวีนั้นสามารถดึงความสนใจเจ้าตัวเล็กได้นาน
-
ขี้เหงา
บางคนจะต้องเปิดทีวีไป ทำงานไปด้วย
คือเคยชินกับการมีเสียงจากทีวีเป็นเพื่อน ผลคือ
ลูกก็ซึมซับไงคะ ไม่มีอะไรทำก็เปิดทีวีซะหน่อย
มีอะไรให้ดูตั้งเยอะแยะ
-
ไม่รู้จะทำอะไรดี
ในช่วงปิดเทอมที่เด็กๆ
อยู่กับบ้านนี่ล่ะบางบ้านลูกคนเดียวไม่มีเพื่อนเล่น
พ่อแม่ก็ไปทำงาน พี่เลี้ยงต้องทำงานบ้าน
เล่นคนเดียวไม่สนุกเอาซะเลยนะ
หรือบางทีพ่อแม่อยู่บ้านเสาร์อาทิตย์
แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรให้หนูทำสนุกๆ เลย
ถึงจะพาไปเที่ยวบ้างแต่ก็คงไม่ได้เที่ยวทุกอาทิตย์นี่นา
ทีวีก็เลยอาสามาเป็นเพื่อนคลายเหงา
เพราะเวลาดูทีวีน่ะรู้สึกไหมคะว่าเวลาผ่านไปเร็ว
แถมดูแล้วก็ไม่เบื่อด้วย
-
ติดทีวีเหมือนกัน สองทุ่มครึ่ง
โอ๊ะ...ละครหลังข่าวมา เรื่องนี้กำลังติด
เมื่อคนในบ้านยังติด
แล้วเจ้าตัวเล็กเขาจะไม่ติดได้ยังไงล่ะคะ
-
ขาเม้าท์
ก็เพื่อนเขาคุยถึงเรื่องการ์ตูน ละครในทีวีนี่นา
ไม่ดูก็ไม่ทันเพื่อนน่ะสิ
ติดทีวีไม่ดียังไง
ของทุกอย่างมีสองด้านค่ะ
และทีวีก็เช่นกันที่มีข้อเสียอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน
ถ้าหากคุณหนูๆ อยู่กับเขามากเกินไป เป็นต้นว่า
-
ทีวีจะแย่งลูกพูด
ก็แทนที่เด็ก ๆ
จะได้มีโอกาสโต้ตอบเหมือนเวลาที่เล่นกับเพื่อนหรือคุยกับพ่อแม่
ทีวีกลับทำให้ลูกของเรากลายเป็นผู้ฟังอย่างเดียว
ไม่ต้องโต้ตอบ
แล้วผลที่ตามมาก็คือปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างน้อย
ทำให้มีปัญหาในการสื่อสารกับคนรอบข้างได้ในเวลาต่อมา
-
อ้วนอึ้บ
เด็กที่อยู่หน้าจอมากเกินไปผลเสียที่ตามมาคือ ความอ้วนค่ะ
เพราะเวลาที่ดูทีวีแล้วกินขนมน่ะ เพลิดเพลินยิ่งหนัก
แล้วขนมที่กินส่วนใหญ่
ก็เป็นขนมกรุบกรอบที่ช่วยเพิ่มน้ำหนักได้อย่างดีเชียวล่ะ
- สายตา
การดูทีวีมากๆ และดูทีวีใกล้ๆ ร่วมด้วยนั้นจะส่งผลต่อสายตา
ซึ่งต้องทำงานหนักและเกิดความเมื่อยล้าค่ะ
-
เลียนแบบ
ไม่ว่าจะเป็นคำพูดที่ไม่เสนาะหู กิริยาท่าทางที่ไม่น่ารัก
พฤติกรรมเลียนแบบที่ไม่ดี
-
ไม่อยากตื่น
เมื่อคืนดูละครจนดึก
ใครล่ะจะอยากตื่นเช้าแต่งตัวไปโรงเรียน แหม...ยังง่วงนอนอยู่เลย
ดีไม่ดีพอเรียนหนังสือหนูก็นั่งง่วงอีก
ทำให้เรียนไม่รู้เรื่อง
-
ขาดจินตนาการ
เพราะทีวีมีครอบเครื่องไงคะ ทั้งภาพ แสง สี เสียง
ไม่ต้องใช้จินตนาการเหมือนการอ่านหนังสือหรือเล่านิทาน
เพราะลูกเราเห็นทุกอย่างผ่านจอทีวีหมดแล้ว
จินตนาการก็เลยหายหมด
-
ฉี่รดที่นอน
ดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวกัน แต่มันเป็นผลพวงค่ะ
บางบ้านปล่อยให้ลูกดูทีวีตามใจแล้วลูกก็ไปดูรายการที่น่ากลัว
พอนอนก็เกิดความเครียดเพราะได้ยินทั้งเสียงและเห็นภาพ
เลยไปกระตุ้นให้หัวใจเต้นแรง ส่งผลให้ปัสสาวะรดที่นอนได้
ด้านดี...มีอยู่บ้าง
ทีวีเขาก็ยังมีข้อดีอยู่บ้างค่ะ
คือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่จะช่วยให้เด็กรู้จักสิ่งต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็น
-
บุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม
เช่น พระมหากษัตริย์ คนที่ทำความดี คนมีชื่อเสียง
และอาจจะเกิดแรงบันดาลใจในการทำสิ่งที่ดี
สร้างฮีโร่ให้เกิดขึ้นในใจของเขาด้วย
-
ความรู้รอบตัว เช่น
การดูสารคดีเกี่ยวกับสัตว์ต่างๆ
ซึ่งบางชนิดอาจไม่มีโอกาสเห็นในสวนสัตว์บ้านเรา
แต่ทีวีก็ทำให้เขารู้จักได้เห็นหน้าคาตาว่ามีลักษณะยังไง
ทีวีแบบพอดี
ๆ
ก็อย่างที่บอกไปว่าทีวีน่ะมีทั้งข้อดีข้อเสีย
แต่สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ต้องทำก็คือ
ทำยังไงให้สัดส่วนของการดูทีวีของลูกนั้นเป็นไปแบบพอดีๆ
ดูบ้างแต่ไม่ใช่ติดจนควบคุมไม่ได้ เรามีคำแนะนำให้ด้วยค่ะ
แต่มิใช่สูตรตายตัวนะคะ
ต้องบวกความสามารถเฉพาะตัวของคุณพ่อคุณแม่เข้าไปด้วย
จึงจะช่วยให้ลูกรู้จักความพอดีในการดูทีวีค่ะ
1. หากิจกรรมให้ลูกทำ
ซึ่งกิจกรรมนั้นต้องสนุกพอๆ กับการดูทีวีด้วยนะคะ
เช่นเวลาที่คุณแม่ทำงานบ้าน ก็ชวนเขามาช่วยซะเลย
แต่อย่าคาดหวังว่าจะเนียบแบบผู้ใหญ่ทำนะคะ
ที่สำคัญควรสร้างบรรยากาศการทำให้สนุก
หรือมีกิจกรรมของครอบครัวในวันหยุดที่พ่อแม่ลูกได้ใช้เวลาร่วมกัน
มากกว่าต่างคนต่างทำงานแล้วปล่อยให้เจ้าตัวเล็กดูทีวี
ตอนกลางคืนอาจจะเปลี่ยนจากการดูทีวีมาชวนกันอ่านหนังสือ
หรืออ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟังก็ได้ค่ะ
เด็กวัยอนุบาลน่ะชอบฟังนิทาน
ยิ่งเป็นคนที่เขารักเล่าให้ฟังด้วยแล้วล่ะก็
ลูกจะมีความสุขและนอนหลับสบายเชียว
2. ควบคุมเวลา
เด็กวัยอนุบาลควรดูทีวีไม่เกินวันละ 20-30 นาที
ควรทำอย่างเคร่งครัดนะคะ
3. ดูทีวีด้วยกัน
พ่อแม่ควรเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญในการเลือกรายการทีวีและนั่งดูรายการทีวีกับลูกด้วย
เพื่อคอยชี้แนะ ให้ความรู้ สอนสิ่งที่ถูกต้อง
ลูกจะได้เรยนรู้ว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิด
ที่มา
นิตยสารลูกรัก |