|
10
วิธีดูแลฮาร์ดดิสก์ให้มีประสิทธิภาพ
แนะนำการบำรุงรักษาอุปกรณ์สำคัญของคอมพิวเตอร์นั่นก็คือ ฮาร์ดดิสก์
ซึ่งสำหรับใครที่ยังมีฮาร์ดดิสก์ อยู่กับตัว
ไม่พังไปเสียก่อน อ่านบทความนี้แล้วหมั่นปฏิบัติตาม
รับรองว่าดีต่อฮาร์ดดิสก์ของคุณแน่นอน
โปรแกรมที่คุณใช้งานอยู่เป็นประจำทำงานช้าลงหรือเปล่า?
หรือพีซีอายุใช้งาน 4 เดือนของคุณมีอาการงอแงหรือไม่?
ต่อไปนี้คือวิธีการแก้ปัญหาและเพิ่มความเร็วให้กับฮาร์ดดิสก์ตัวเก่งของคุณ
การเป็นเจ้าของและใช้งานฮาร์ดดิสก์โดยไม่เคยสแกนตรวจสอบก็เหมือนกับการมีรถยนต์คันหรู
ูที่เอาแต่ขับอย่างเดียวไม่เคยเข้า ศูนย์บริการ
ซึ่งทิปต่อไปนี้สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องลงแรงมากนัก
เพียงแค่เจียดเวลาสักนิดในการปฏิบัติตาม ทั้งนี้ก็เพื่อให้
ฮาร์ดดิสก์ของคุณกลับมามีชีวิตชีวาเหมือนใหม่และทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
1. สแกนหาไวรัส
จัดเป็นข้อควรปฏิบัติที่สำคัญเป็นอันดับต้น
ๆ
ที่คุณควรให้ความสำคัญและหมั่นทำเป็นประจำ
เราคงไม่ต้องบอกคุณแล้วว่าไวรัสในปัจจุบันนั้นมีฤทธิ์เดช
ร้ายแรงแค่ไหน
เอาเป็นว่าให้คุณลองนึกถึงตอนที่ไฟล์ข้อมูลสำคัญในฮาร์ดดิสก์ถูกทำลายหรือเสียหายเพียงแค่เพราะว่าคุณไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมป้องกัน
ไวรัสเอาไว้ในเครื่อง
หรือใครที่ติดตั้งเอาไว้แล้วก็ไม่ควรชะล่าใจ
ลองตรวจสอบวันที่ของฐานข้อมูลไวรัส (Virus Definition)
ถ้าเก่า เกินกว่า 30 วัน
ก็ควรรีบทำการอัพเดตให้เป็นเวอร์ชันปัจจุบันเพื่อการป้องกันที่เต็มประสิทธิภาพ
จากนั้นทำการสแกนฮาร์ดดิสก์ทั้งหมดที่ติดตั้งอยู่ในระบบ
ถ้าเป็นไปได้
แนะนำให้กำหนดตารางเวลาในการสแกนเป็นประจำทุกสัปดาห์
2. ปัดกวาดไฟล์หรือขยะที่ไม่ได้ใช้
ยิ่งใช้งานเครื่องมานานเท่าใด ไฟล์ข้อมูลเก่า
ๆ
หรือขยะในเครื่องก็จะเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ข้อมูลเก่า โปรแกรมเก่า ไฟล์ชั่วคราว
ที่หลงเหลือจากการท่องอินเทอร์เน็ตรวมทั้งไฟล์ที่ตกค้างจากการติดตั้งโปรแกรมในโฟลเดอร์เก็บไฟล์ชั่วคราวของวินโดว์ส ซึ่งวิธีการง่ายๆ ในการ
กำจัดไฟล์ขยะเหล่า นี้ก็คือการใช้ยูทิลิตี้ Disk Cleanup
ของวินโดว์สหรือจากออปชันทำความสะอาดไฟล์ในโปรแกรม IE
โดยตรง (Tools -> Internet Options)
3. กำจัดขยะในซอกหลืบ
แม้ว่าคุณจะทำการลบไฟล์ขยะด้วยตัวเองไปแล้ว
แต่ก็ยังอาจมีเศษขยะที่มองไม่เห็นตกค้างอยู่ในฮาร์ดดิสก์ของคุณอีกมากมาย
โดยเศษขยะในที่นี้ หมายถึงบรรดา สปายแวร์หรือแอดแวร์ต่าง
ๆ
ด้วย
ซึ่งวิธีการตรวจสอบหาขยะเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษคือโปรแกรมอย่างเช่น
Ad-aware หรือ Spybot Search & Destroy
ที่หาดาวน์โหลดได้ฟรีจากอินเทอร์เน็ต
ที่สำคัญคืออย่าลืมอัพเดตฐานข้อมูลให้กับโปรแกรมดังกล่าวก่อนเริ่ม
ทำการสแกนระบบด้วย
4. หมั่นใช้สแกนดิสก์
เมื่อใดก็ตามที่พื้นที่เก็บข้อมูลในฮาร์ดดิสก์เกิดบกพร่องเสียหาย
เรามักจะใช้คำแทนจุดบกพร่องนั้นๆ ว่า Bad Sector
ซึ่งมีความหมายว่า บริเวณพื้นผิวของจาน
แม่เหล็กเกิดความเสียหายจนไม่สามารถทำการอ่านข้อมูลได้
ซึ่งวิธีการแก้ไขนั้นคือการใช้ยูทิลิตี้ Scandisk
ของวินโดว์ส ในการตรวจสอบหาจุดที่เกิด Bad Sector
และย้ายข้อมูลที่อยู่ในบริเวณนั้น ๆ ไปยังเซกเตอร์อื่น
ๆ
ที่ปกติทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของไฟล์ข้อมูล
โดยในหน้าต่างยูทิลิตี้ Scandisk นั้นให้คุณเลือกออปชัน
Scan for and attempt recovery of bad sectors
ด้วยก่อนเริ่มทำการสแกน นอกจากนี้หากคุณใช้ระบบปฏิบัติการ
Windows 98/Me แนะนำให้ปิดการทำงาน
ของสกรีนเซฟเวอร์ก่อนเริ่ม Scandisk ด้วย
5. จัดเรียงข้อมูลให้เป็นระเบียบ
โปรแกรม Defragmenter
ที่ไม่ต้องเสียเวลาหาให้ไกลเพราะมีอยู่ในวินโดว์สทุกเวอร์ชันแล้วนั้นจะช่วยในการจัดเรียงข้อมูลที่ถูกเขียนลงฮาร์ดดิสก์ อย่างสะเปะสะปะ
ให้มีระเบียบและเป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น
ทั้งนี้ก็เพื่อให้หัวอ่านฮาร์ดดิสก์ไม่ต้องทำงานหนักและใช้เวลาในการอ่านข้อมูลสั้นลง และโปรดอย่าเข้าใจผิดคิดว่าโปรแกรม
จะจับไฟล์ในโฟลเดอร์ของคุณไปสลับสับเปลี่ยนหรือเรียงไว้ในโฟลเดอร์อื่น
ๆ
จนหาไม่เจอ เพราะการ Defrag
นั้นจะทำการจัดเรียงไฟล์ข้อมูลบนดิสก์เท่านั้นไม่ส่งผล
กระทบต่อโครงสร้างการเก็บไฟล์ในวินโดว์สแต่อย่างใด
6. เก็บทุกอย่างให้เข้าที่
ขั้นตอนนี้จะเรียกว่าเป็นวินัยส่วนตัวก็ว่าได้
เพราะไม่ว่าจะเป็นลิ้นชักตู้เสื้อผ้าหรือฮาร์ดดิสก์ก็ล้วนต้องการระบบระเบียบในการจัดเก็บที่ดีด้วยกันทั้งนั้น ฟังดูอาจเป็นงานที่น่าเบื่อ
แต่ถ้าฝึกให้เป็นนิสัยตั้งแต่แรกก็แทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย
ส่วนใครที่ยังเก็บไฟล์ทุกชนิดทุกประเภท
ไม่ว่าจะเป็นไฟล์เอกสาร ไฟล์รูปภาพ ไฟล์วิดีโอ ไฟล์เพลง
ฯลฯ ปนกันมั่วไว้ในโฟลเดอร์เดียวกัน
เตรียมตัวเตรียมใจกับเรื่องปวดหัวในการค้นหาไฟล์เมื่อต้องการใช้งานให้ดี
แต่ถ้าไม่อยากก็สละเวลาจัดการจัดไฟล์ลงโฟลเดอร์ให้เรียบร้อยเสียตั้งแต่วันนี้
7. แบ็กอัพข้อมูล
ไม่มีฮาร์ดดิสก์รุ่นไหน ยี่ห้อใด
ที่จะมีอายุยืนยาวอยู่กับคุณไปตลอดกาล
แต่ถึงแม้ในที่สุดฮาร์ดดิสก์ของคุณจะหมดอายุขัย
ก็ไม่ได้หมายความว่าข้อมูล
ทั้งหมดที่เก็บอยู่ในนั้นจะสูญหายไปด้วย
เพียงแต่สิ่งที่คุณควรต้องหมั่นทำเป็นกิจวัตรก็คือการแบ็กอัพไฟล์ข้อมูลสำคัญ
ๆ
เก็บไว้ในฟล๊อบปี้ดิสก์ แผ่นซีดี ดีวีดี หรืออื่นๆ
ที่ไม่ใช่ฮาร์ดดิสก์ตัวที่ใช้งานอยู่
หรือถ้าที่กล่าวมานั้นมันยุ่งยากหรือทำให้คุณลำบากเกินไป
แนะนำให้ใช้ทัมป์ไดรฟ์ที่ปัจจุบันมีราคา แสนถูก
และถ้าไม่ลำบากเงินในกระเป๋าจนเกินไปเลือกรุ่นที่จุ 128MB
ขึ้นไปจะดีมาก
8. เทขยะอย่าให้เหลือไฟล์ตกค้าง
เมื่อคุณกดปุ่ม Delete เพื่อลบไฟล์
ซึ่งในทางปฏิบัติดูเหมือนว่าไฟล์ข้อมูลของคุณจะถูกลบออกไป
แต่ในทางทฤษฎีนั้นไฟล์ของคุณจะยังไม่ถูกลบ ออก ไปจริง
ๆ
เพียงแต่วินโดว์สจะทำเครื่องหมายไว้ในพื้นที่ส่วนนั้น
ๆ
ว่าเป็นที่ว่างและเมื่อใดที่มีการเขียนไฟล์ข้อมูลก็สามารถเขียนทับตำแหน่งนั้น
ๆ
ได้ นอกจากนี้วินโดว์สจะนำไฟล์ที่คุณลบไปใส่ไว้ในถังขยะ
(Recycle Bin)
เผื่อกรณีที่คุณเกิดเปลี่ยนใจหรือตัดสินใจพลาด
หากใครช่างสังเกตจะพบว่า
แม้จะลบไฟล์ข้อมูลไปแล้วแต่พื้นที่ว่างในอาร์ดดิสก์นั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
ทั้งนี้ก็เพราะข้อมูลนั้นๆ ยังนอนรอชะตากรรมอยู่ในถังขยะ
(Recycle Bin) นั่นเอง
ดังนั้นหากคุณมั่นใจว่าไม่ใช้งานแล้ว
หรือไม่ต้องการให้ใครมาแอบคุ้ยถังขยะเอาข้อมูลส่วนตัวของคุณไป
แนะให้คลิกขวาที่ไอคอน Recycle Bin แล้วเลือกคำสั่ง Empty
Recycle Bin เพื่อกำจัดขยะในถังให้สิ้นซาก
9. แบ่งพาร์ทิชันเพื่อเก็บข้อมูล
ฮาร์ดดิสก์โดยทั่วไปที่ออกมาจากโรงงานนั้นจะไม่มีการแบ่งพาร์ทิชันเอาไว้
หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือซื้อ 80GB ก็จะได้ไดรฟ์ C:
ความจุ 80GB มาใช้งาน แต่ถ้าจะให้ดี
แนะนำให้คุณทำการแบ่งฮาร์ดดิสก์ออกเป็นส่วนๆ
หรือที่เรียกว่าการแบ่งพาร์ทิชันนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น
ฮาร์ดดิสก์ 80GB นำมาแบ่งเป็น 2 พาร์ทิชัน พาร์ทิชันละ
40GB ซึ่งคุณก็จะได้ไดรฟ์มาใช้งาน 2 ไดรฟ์คือไดรฟ์ C:
และไดรฟ์ D: ซึ่งการแบ่งพาร์ทิชันนอกจากจะช่วย
ลดภาระของหัวอ่านและเพิ่มความเร็วในการทำงานของฮาร์ดดิสก์แล้ว
คุณยังสามารถแยกไฟล์สำคัญ ๆ
มาเก็บไว้ในไดรฟ์แยกต่างหากจากไดรฟ์ที่ติดตั้ง
วินโดว์สซึ่งอาจโดนไวรัสเล่นงานจนเสียหายได้อีกด้วย
ซึ่งการแบ่งพาร์ทิชันนั้นคุณสามารถทำได้ในขณะที่ติดตั้ง
Windows XP เลย แต่ถ้าไม่ได้ทำ
ก็ไม่เป็นไรเพราะปัจจุบันมีโปรแกรมสำหรับการนี้มากมายซึ่งที่นิยมใช้กันมากที่สุดได้แก่โปรแกรม Partition Magic
10. เลือกความเร็วให้เหมาะกับงาน
วิธีการที่ผ่านมานั้นสามารถช่วยให้ฮาร์ดดิสก์ของคุณสามารถทำงานได้เร็วขึ้นได้อีกเล็
กน้อย อย่างไรก็ดี
หากคุณกำลังมองหาหรือตัดสินใจซื้อฮาร์ดดิสก์ ใหม่
แนะนำให้พิจารณาเลือกรุ่นความเร็วที่เหมาะสมกับลักษณะงานที่คุณต้องการใช้งาน
เช่น เลือกรุ่นที่มีความเร็วในการหมุนจานแม่เหล็ก 5,400
RPM (รอบ/นาที) ที่มีราคาถูกถ้าคุณใช้เพียงโปรแกรมทั่วๆ
ไปเช่น เล่นอินเทอร์เน็ต รับ-ส่งอีเมล์
หรือพิมพ์งานด้วยโปรแกรมเวิร์ด หรือถ้างานของคุณ
เกี่ยวกับการตกแต่งภาพถ่าย เล่นเกม ก็อาจเลือกซื้อรุ่น
7200 RPM หรืออาจจะเป็น 10,000 RPM
เลยก็ได้หากทำงานประเภทตัดต่อวิดีโอเป็นหลัก
ซึ่งฮาร์ดดิสก์ที่มีความเร็วในการหมุนจานแม่เหล็กสูงและมีขนาดของแคชภายในมากจะช่วยเพิ่มความเร็วในการทำงานให้กับคุณมากยิ่งขึ้น
ที่มา http://tna.mcot.net/bookworld.php?book_id=380 |