|
การบริหารจิต
กายกับจิตอาศัยซึ่งกันและกัน
โรคทางกายหลายอย่างเกิดจากภาวะทางจิต เช่น ความดันเลือดสูง
แผลในกระเพาะอาหาร ไขมันเลือดสูง หลอดเลือดหัวใจอุดตัน
ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ หรือแม้การเกิดโรคติดเชื้อ
และการเกิดมะเร็งบางชนิด เป็นต้น
ถ้าสามารถรักษาจิตให้สะอาด สว่าง
และสงบได้มากเท่าใด ยิ่งทำให้สุขภาพดี ทำงานได้มาก
และมีความสุขขึ้นเท่านั้น มนุษย์ตามปกติจะมีเรื่องหงุดหงิด
กลัดกลุ้ม โกรธ กังวลเล็ก ๆ น้อย ๆ
เป็นประจำวันไปจนถึงเรื่องกระทบกระเทือนอารมณ์รุนแรงเป็นครั้งคราว
ภาวะจิตที่ไม่พึงปรารถนาหรือที่เรียกว่า
อนิฏฐารมณ์เหล่านี้เกิดได้มากน้อยแตกต่างกันในแต่ละบุคคลและในเรื่องต่าง
ๆ เช่น เรื่องจุกจิกในครอบครัว การงานไม่เป็นที่พอใจ
ไม่ถูกกับเพื่อนร่วมงาน สิ่งแวดล้อม เช่น เสียงและ
ดินฟ้าอากาศไม่ถูกอารมณ์
ปัญหาเรื่องค่าครองชีพเป็นเรื่องที่บีบรัดจิตใจของคนส่วนมากเพิ่มขึ้นทุกๆวัน
ถ้าจิตเดือดร้อนเพราะปัญหาต่าง ๆ มาก
ย่อมเสียเวลาไม่มีกำลัง
และไม่เกิดปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาได้เท่าที่ควร
หากได้รับการบริหารเป็นประจำ จิตจะตั้งมั่น มีความสุข
มีกำลังและเกิดปัญญา
เราเกิดมามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราว
หากต้องเดือดร้อนกลัดกลุ้ม หงุดหงิด กังวลเพราะเรื่องต่าง
ๆ ซึ่งเป็นธรรมชาติของโลกไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะตาย
ย่อมเป็นชีวิตที่ขาดทุนและน่าเสียดาย
เรียกว่าเกิดมาเพื่อมีทุกข์
การบริหารจิตมีทั้งทางด้านป้องกันและด้านส่งเสริมหลายระดับ
ดังต่อไปนี้
๑. การประกอบอาชีพโดยสุจริต
การกล่าววาจาโดยชอบ การไม่เบียดเบียนผู้อื่น
และการไม่ตกเป็นทาสของเครื่องเสพย์ติดมึนเมาให้โทษต่าง ๆ
ย่อมเป็นการป้องกันความเดือดร้อนใจด้วยประการต่าง ๆ
ทำให้จิตมีโอกาสอยู่ในสภาวะตั้งมั่นได้มากขึ้น
๒. ความขยันขันแข็ง
และความีน้ำใจในการช่วยเหลือในกิจการงานเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งเสริมสุขภาพจิต
คนบางคนขี้เกียจ พยายามเลี่ยงงาน
ไม่มีน้ำใจช่วยเหลือในกิจการงานคนชนิดนี้ย่อมเป็นที่รังเกียจ
เป็นที่ซุบซิบนินทาว่าร้ายของผู้อื่นและไม่ได้รับความเมตตาช่วยเหลือตามสมควร
อยู่ที่ไหนก็ไม่มีใครชอบ ไม่มีความสุข
ตรงข้ามกับคนที่หนักเอาเบาสู้ เต็มใจเข้าช่วยทำการงานต่าง
ๆ ทั้งในหน้าที่ของตนเองและทั้งงานของผู้อื่น
ย่อมเป็นที่รักใคร่เมตตาของคนทั้งหลาย
ส่งเสริมภาวะจิตทั้งของตนเองและของผู้อื่น
ให้เป็นไปในทางที่จะได้ประโยชน์สูงขึ้น
ความขยันจึงเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับความสุขความขี้เกียจย่อมนำความทุกข์มาให้
๓.
การทำให้การทำงานเป็นความสุขเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง
เพราะมนุษย์ต้องทำงานด้วยความทุกข์ทนหม่นหมอง เบื่อหน่าย
รำคาญ หงุดหงิด ย่อมเป็นการบั่นทอนความสุขอย่างร้ายแรง
ทำให้การงานไม่ได้ผลดี และชักนำไปสู่ความเดือดร้อนต่าง ๆ
เช่น เพื่อนร่วมงาน หรือผู้ที่ได้รับผลจากงานของเราไม่พอใจ
ถ้าผู้ใดสามารถทำงานแล้วรู้สึกสนุกและมีความสุขได้
ย่อมได้ประโยชน์มากขึ้น การทำงานด้วยความตั้งใจ
ด้วยความประณีตโดยหวังเกื้อกูลผู้อื่น
ย่อมก่อไห้เกิดความปีติ ความภูมิใจ และรู้สึกเป็นสุข
ไม่ว่าอาชีพหรืองานนั้นจะเป็นอะไร เช่น สอนหนังสือ เป็นหมอ
เป็นพยาบาล เป็นกรรมกร ชาวนา หรือทำงานบ้าน
ถ้าทำด้วยเจตนาดังกล่าวข้างต้นแล้ว
ย่อมนำความปีติภาคภูมิใจมาสู่ผู้ปฏิบัติ และทำให้สุขภาพดี
๔. การออกกำลังกายจนเหงื่อออกพอสมควรเป็นประจำทุกวันทำให้ระบบประสาทคลายความเครียดดังที่กล่าวไว้แล้ว
๕.
ต้องพยายามอย่ากังวลเรื่องของตัวเราให้มากเกินไป
คนที่คิดหรือหมกมุ่นอยู่แต่เรื่องของตัวเองตลอดเวลา เช่น
กลัวจะไม่รวย กลัวจะขาดทุน กลัวจะไม่สวย กลัวคนจะไม่รัก
กลัวจะไม่มีชื่อเสียง กลัวคนจะนินทาว่าร้าย
กลัวจะเป็นโรคนั้นโรคนี้ย่อมทำให้จิตไม่เป็นสุขและเกิดความเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นจริง
ๆ แต่ถ้าตัดความกังวลของตัวเองได้มากเท่าใด
จะยิ่งสบายขึ้นเท่านั้นจะมีความสุขและเกิดโรคน้อย
ลองมองไปรอบๆ ตัว นึกถึงคนอื่น ๆ จำนวนเป็นหมื่นเป็นล้าน
ซึ่งลำบากทุกข์ยากกว่าเรามากมายทำอย่างไรจะช่วยเขาได้
การพยายามจะช่วยเหลือผู้อื่นด้วยประการต่าง ๆ เช่น
ไม่เอาเปรียบเขา ไม่ขูดเลือดคนอื่น พูดจาไพเราะ เกื้อกูล
ให้ปันสิ่งของ ทำบุญ ทำทาน โดยบริสุทธิ์ใจ เหล่านี้ล้วน
เป็นการลดความเห็นแก่ตัว ทำให้จิตคลายความเครียด
จิตที่คิดอยากจะได้ จะมีแต่ความเครียด
แต่จิตที่คิดจะให้นั้น จะมีความเบาสบาย
มีความสุขและเกิดโรคน้อย นั่นแหละคือที่เรียกว่า ได้บุญ
หรือได้กุศล
๖. การฝึกแผ่ความรัก
หรือแผ่เมตตาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
คนเรานั้นปกติเมตตาตัวเองมากแต่เมตตาผู้อื่นน้อยจะสังเกตว่าไม่ค่อยมีใครโกรธหรือโทษตัวเอง
แต่มักจะโกรธและโทษผู้อื่น
ขณะที่กำลังโกรธผู้ใดผู้หนึ่งด้วยเรื่องอะไรก็ตาม
ลองคิดกลับเสียใหม่ว่า เอ๊ะนี่อาจจะเป็นเพราะเราเป็นฝ่ายผิดก็ได้นี่น่า
จะพบว่าความโกรธจะลดวูบหรือหายไปทันที
เมตตาเป็นเครื่องบำบัดความโกรธและพยาบาทได้
เราต้องฝึกแผ่เมตตาให้ขยายขอบเขตออกไปเรื่อยๆ สัตว์
บุคคลต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ต่อหน้าเรา กำลังผ่านเราไป
หรืออยู่ที่อื่น
ล้วนมีปัญหาดิ้นรนเดือดร้อนด้วยเรื่องสารพัดสารเพ
และมีความตายรออยู่ข้างหน้า
เช่นเดียวกับเราด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
จึงควรตั้งความปรารถนาให้สัตว์และบุคคลเหล่านั้นมีความสุขความเจริญ
มีทุกข์น้อย และอย่าเบียดเบียนกัน
เราไปที่ไหนก็หัดแผ่เมตตาเช่นนี้เป็นประจำ
ใจของเราจะสงบ
ความหงุดหงิดและความรำคาญนั้นเป็นโทสะหรือความโกรธอ่อน ๆ
เมตตาเป็นเครื่องปราบความโกรธ
จึงทำให้คลายความหงุดหงิดและรำคาญ
จิตของเราขณะที่แผ่เมตตานั้นจะอยู่ในภาวะที่เป็นกุศล
เมื่อมีการพูดจาติดต่อกันกับผู้อื่นก็เป็นไปด้วยดี
๗.
การสวดมนต์ภาวนาตามศาสนาแห่งตน
เป็นการบริหารจิตอย่างสูง
มนุษย์เรียนรู้ความทุกข์จากการที่จิตฝักใฝ่อยู่แต่ในเรื่องของตนเองมาแต่โบราณกาล
จึงเกิดมีการสวดมนต์ขึ้น ในลัทธิและศาสนาต่าง ๆ
ถ้าจิตใจจดจ่ออยู่ในคำสวด
ก็เป็นการเอาจิตออกจากความจดจ่อในเรื่องของตัวเอง
ทำให้จิตสงบที่เรียกว่าสมาธิ
คนที่เคยฝึกสมาธิจึงจะทราบว่าความสุขที่เกิดจากสมาธินั้นมากมายเพียงใด
เพราะจิตใจเบาสบายอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อนในชีวิตประจำวัน
ความสุขจากสมาธินั้น ถ้าฝึกแล้วย่อมหาได้ง่ายไม่เสียเงิน
และเป็นความสุขที่เหนือกว่าความสุขอย่างอื่น ๆ
จึงน่าจะทดลองปฏิบัติดู การฝึกสมาธิมีวิธีการหลายอย่าง
เลือกใช้ได้ตามความถนัดของแต่ละคน วิธีที่นิยมกันมาก
ก็คือการกำหนดให้รู้ลมหายใจเข้าออกที่เรียกว่าอานาปานสติ
พูดอย่างสั้น ๆ คือหายใจเข้าก็รู้ว่ากำลังหายใจเข้า
หายใจออกก็ให้รู้ว่ากำลังหายใจออก ทำช้า ๆ นาน ๆ จนจิตสงบ
บางคนก็บริกรรมคำอะไรก็ได้ซ้ำ ๆ เช่น พุทโธ พุทโธ พุทโธ
จนจิตสงบ
ขั้นที่เหนือกว่าสมาธิก็คือการเกิดปัญญา
ซึ่งต้องนับว่าเป็นการบริหารหรือการพัฒนาจิตโดยสมบูรณ์
การรู้เท่าทันสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง คือ ไตรลักษณะ
อันได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา
ย่อมเป็นปัญญาอันสูงสุดของมนุษย์
ผู้ที่เจริญสมาธิและปัญญาย่อมมีปัญหาน้อย
มีโรคน้อยและอายุยืน
ที่มา
http://www.rakbankerd.com/ |