| |


หลักการทำสมาธิเบื้องต้น
จิตของคนทั่ว ๆ
ไปที่ไม่เคยทำสมาธินั้น
ก็มักจะมีสภาพเหมือนม้าป่าพยศที่ยังไม่เคยถูกจับมาฝึกให้เชื่อง
มีการซัดส่ายไปในทิศทางต่าง
ๆ อยู่เป็นประจำ
การทำสมาธินั้นก็เหมือนการจับม้าป่านั้นมาล่ามเชือก
หรือใส่ไว้ในคอกเล็ก ๆ
ไม่ยอมให้มีอิสระตามความเคยชิน
เมื่อตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
ม้านั้นก็ย่อมจะแสดงอาการพยศออกมา
มีอาการดิ้นรน กวัดแกว่ง
ไม่สามารถอยู่อย่างนิ่งสงบได้
ถ้ายิ่งพยายามบังคับ ควบคุมมากขึ้นเท่าไหร่
ก็จะยิ่งดิ้นรนมากขึ้นเท่านั้น
การจะฝึกม้าป่าให้เชื่องโดยไม่เหนื่อยมากนั้นต้องใจเย็น
ๆ โดยเริ่มจากการใส่ไว้ในคอกใหญ่
ๆ
แล้วปล่อยให้เคยชินกับคอกขนาดนั้นก่อน
จากนั้นจึงค่อย ๆ
ลดขนาดของคอกลงเรื่อย
ๆ ม้านั้นก็จะเชื่องขึ้นเรื่อย
ๆ
โดยไม่แสดงอาการพยศอย่างรุนแรงเหมือนการพยายามบีบบังคับอย่างรีบร้อน
เมื่อม้าเชื่องมากพอแล้ว
ก็จะสามารถใส่บังเหียนแล้วนำไปฝึกได้โดยง่าย
การฝึกจิตก็เช่นกัน
ถ้าใจร้อนคิดจะให้เกิดสมาธิอย่างรวดเร็วทั้งที่จิตยังไม่เชื่อง
จิตจะดิ้นรนมาก
และเมื่อพยายามบีบจิตให้นิ่งมากขึ้นเท่าไหร่
จิตจะยิ่งเกิดอาการเกร็งมากขึ้นเท่านั้น
ซึ่งนั่นจะหมายถึงความกระด้างของจิตที่เพิ่มขึ้น
(จิตที่เกร็งจะเป็นจิตที่กระด้าง
ซึ่งต่างจากจิตที่ผ่อนคลายจะเป็นจิตที่ประณีตกว่า)
แล้วยังจะทำให้เหนื่อยอีกด้วย
ถึงแม้บางครั้งอาจจะบังคับจิตไม่ให้ซัดส่ายได้
แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าจิตมีอาการสั่น
กระเพื่อมอยู่ภายใน
เหมือนการหัดขี่จักรยานใหม่
ๆ ถึงแม้จะเริ่มทรงตัวได้แล้ว
แต่ก็ขี่ไปด้วยอาการเกร็ง
การขี่ในขณะนั้นนอกจากจะเหนื่อยแล้ว
การทรงตัวก็ยังไม่นิ่มนวลราบเรียบอีกด้วย
ซึ่งจะต่างกันมากเมื่อเปรียบเทียบกับการขับขี่ของคนที่ชำนาญแล้ว
ที่จะสามารถขี่ไปได้ด้วยความรู้สึกที่ผ่อนคลายอย่างสบาย
ๆ ราบเรียบ นุ่มนวล
ไม่มีอาการสั่นเกร็ง
หลักทั่วไปในการทำสมาธินั้น
พอจะสรุปเป็นข้อ ๆ
ได้ดังนี้
๑.)
หาความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการทำสมาธิให้มากที่สุดก่อนที่จะทำสมาธิ
เพื่อจะได้ประหยัดเวลาไม่ต้องลองผิดลองถูก
และไม่หลงทาง
ป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะความไม่รู้
หรือเข้าใจผิด
นอกจากนี้ยังป้องกันความฟุ้งซ่านที่อาจจะเกิดขึ้นจากความลังเลสงสัยอีกด้วย
๒.)
เลือกวิธีที่คิดว่าเหมาะสมกับตนเองมากที่สุด
แล้วลองทำไปสักระยะหนึ่งก่อน
ถ้าทำแล้วสมาธิเกิดได้ยากก็ลองวิธีอื่นๆ
ดูบ้าง
เพราะจิตและลักษณะนิสัยของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
วิธีที่เหมาะสมของแต่ละคนจึงต่างกันไป
บางคนอาจจะเหมาะกับการตามดูลมหายใจ
ซึ่งอาจจะใช้คำบริกรรมว่าพุทธ-โธ หรือ เข้า/ออก
ประกอบ บางคนอาจจะเหมาะกับการแผ่เมตตา
บางคนถนัดการเพ่งกสิณ เช่นเพ่งวงกลมสีขาว ฯลฯ
ซึ่งวิธีการทำสมาธินั้นมีมากถึง ๔๐
ชนิด เพื่อให้เหมาะกับคนแต่ละประเภท
แต่ที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญมากที่สุด
ก็คืออานาปานสติ คือการตามสังเกต
ตามรู้ลมหายใจเข้าออกนั่นเอง (ดูรายละเอียดได้ในเรื่องนิวรณ์
๕ และวิธีแก้ไข
ในหมวดสมถกรรมฐาน (สมาธิ)
ในหัวข้อวิธีแก้ไขนิวรณ์ ๕/อุทธัจจกุกกุจจะ
และในเรื่องอานาปานสติสูตร ในหมวดวิปัสสนา (ปัญญา)
) เพราะทำได้ในทุกที่
โดยไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์ใดๆ เลย
ทำแล้วจิตใจเย็นสบาย ไม่เครียด
๓.) อยู่ใกล้ผู้รู้
หรือรีบหาคนปรึกษาทันทีที่สงสัย
เพื่อไม่ให้ความสงสัยมาทำให้จิตฟุ้งซ่าน
๔.)
พยายามตัดความกังวลทุกอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นออกไปให้มากที่สุด
โดยการทำงานทุกอย่างที่คั่งค้างอยู่ให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่จะทำสมาธิ
หรือถ้าทำสมาธิไปแล้ว
เกิดความกังวลถึงการงานใดขึ้นมา
ก็ให้บอกกับตัวเองว่าตอนนี้เป็นเวลาทำสมาธิ
ยังไม่ถึงเวลาทำงานอย่างอื่น
เอาไว้ทำสมาธิเสร็จแล้วถึงไปทำงานเหล่านั้นก็ไม่เห็นเสียหายอะไร
ถ้าแก้ความกังวลไม่หายจริง
ๆ
ก็หยุดทำสมาธิแล้วรีบไปจัดการเรื่องนั้น
ๆ ให้เรียบร้อยก่อนก็ได้
ถ้าคิดว่าขืนนั่งต่อไปก็เสียเวลาเปล่า
เมื่องานนั้นเสร็จแล้วก็รีบกลับมาทำสมาธิใหม่
๕.)
ก่อนนั่งสมาธิถ้าอาบน้ำได้ก็ควรอาบน้ำก่อน
หรืออย่างน้อยก็ควรล้างหน้า ล้างมือ
ล้างเท้าก่อนจะทำให้โล่งสบายตัว
เมื่อกายสงบระงับ จิตก็จะสงบระงับได้ง่ายขึ้น
๖.) ควรทำสมาธิในที่ที่เงียบสงบ
อากาศเย็นสบาย ไม่พลุกพล่านจอแจ
๗.)
ก่อนนั่งสมาธิควรเดินจงกรม (เดินกลับไปกลับมาช้า
ๆ โดยยึดจิตไว้ที่จุดใดจุดหนึ่งในเท้า
ข้างที่กำลังเคลื่อนไหว เช่น ปลายเท้า
หรือส้นเท้า โดยควรมีคำบริกรรมประกอบ เช่น ขวา/ซ้าย
ฯลฯ) หรือสวดมนต์ก่อน
เพื่อให้จิตเป็นสมาธิในระดับหนึ่งก่อน
จะทำให้นั่งสมาธิได้ง่ายขึ้น
๘.)
การนั่งสมาธินั้นควรนั่งในท่าขัดสมาธิ หลังตรง
(ไม่นั่งพิงเพราะจะทำให้ง่วงได้ง่าย)
หรือถ้าร่างกายไม่อำนวย
ก็อาจจะนั่งบนเก้าอี้ก็ได้
นั่งบนพื้นที่อ่อนนุ่มตามสมควร ทอดตาลงต่ำ
ทำกล้ามเนื้อให้ผ่อนคลาย อย่าเกร็ง (เพราะการเกร็งจะทำให้ปวดเมื่อย
และจะทำให้จิตเกร็งตามไปด้วย)
นั่งให้ร่างกายอยู่ในท่าที่สมดุล มั่นคง
ไม่โยกโคลงได้ง่าย มือทั้ง ๒
ข้างประสานกัน ปลายนิ้วหัวแม่มือแตะกันเบา
ๆ วางไว้บนหน้าตัก หลับตาลงช้า
ๆ หลังจากนั้นส่งจิตไปสำรวจตามส่วนต่าง
ๆ ของร่างกาย ให้ทั่วทั้งตัว
เพื่อดูว่ามีกล้ามเนื้อส่วนใดที่เกร็งอยู่หรือไม่
ถ้าพบก็ให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนนั้นให้หายเกร็ง
โดยไล่จากปลายเท้าทีละข้าง ค่อย
ๆ สำรวจเลื่อนขึ้นมาเรื่อย
ๆ จนถึงสะโพก
แล้วย้ายไปสำรวจที่ปลายเท้าอีกข้างหนึ่ง
ทำเช่นเดียวกัน จากนั้นก็สำรวจจากสะโพก
ไล่ขึ้นไปจนถึงยอดอก
แล้วสำรวจจากปลายนิ้วมือทีละข้าง
ไล่มาจนถึงไหล่ เมื่อทำครบสองข้างแล้ว
ก็สำรวจไล่จากยอดอกขึ้นไปจนถึงปลายเส้นผม
ก็จะเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ทั่วร่างกาย
จากนั้นหายใจเข้าออกลึกๆ สัก
๓ รอบ โดยมีสติอยู่ที่ลมหายใจ
ตรงจุดที่ลมกระทบปลายจมูก
พร้อมกับทำจิตใจให้รู้สึกผ่อนคลายลงเรื่อย
ๆ
หลังจากนั้นจึงเริ่มทำสมาธิตามวิธีที่เลือกเอาไว้
๙.) อย่าตั้งใจมากเกินไป
อย่าไปกำหนดกฎเกณฑ์ว่าวันนั้นวันนี้จะต้องได้ขั้นนั้นขั้นนี้
เพราะจะทำให้เคร่งเครียด จิตจะหยาบกระด้าง
และจิตจะไม่อยู่กับปัจจุบัน
เพราะมัวแต่ไปจดจ่ออยู่กับผลสำเร็จซึ่งยังไม่เกิดขึ้น
จิตจะพุ่งไปที่อนาคต
เมื่อจิตไม่อยู่ที่ปัจจุบันสมาธิก็ไม่เกิดขึ้น
ให้ทำใจให้สบาย ๆ ผ่อนคลาย
คิดว่าได้แค่ไหนก็แค่นั้น แล้วค่อย
ๆ รวมจิตเข้ามาที่จุดที่ใช้ยึดจิตนั้น
(เช่นลมหายใจ และคำบริกรรม)
แล้วคอยสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าในขณะนั้น
(เช่น ความหยาบ/ละเอียด ความยาว ความลึก
ความเย็น/ร้อน ของลมหายใจ)
จิตก็จะอยู่ที่ปัจจุบัน แล้วสมาธิก็จะตามมาเอง
ถ้าฟุ้งซ่านไปบ้างก็คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของจิต
อย่ากังวล อย่าอารมณ์เสีย (จะทำให้จิตหยาบขึ้น)
เพราะคนอื่นๆ ก็เป็นกันทั้งนั้น
เมื่อรู้ตัวว่าฟุ้งออกไปแล้ว ก็ใจเย็น
ๆ กลับมาเริ่มทำสมาธิใหม่
แล้วจะดีขึ้นเรื่อยๆ เอง
๑๐.) ใหม่ ๆ
ควรนั่งแต่น้อยก่อน เช่น ๕
- ๑๕ นาที แล้วจึงค่อย
ๆ เพิ่มขึ้นเป็น ๒๐,
๓๐,
๔๐, ... นาที ตามลำดับ
เพื่อให้ร่างกายและจิตใจค่อย
ๆ ปรับตัว
เมื่อนั่งไปแล้วหากรู้สึกปวดขาหรือเป็นเหน็บ
ก็ขอให้พยายามอดทนให้มากที่สุด
ถ้าทนไม่ไหวจริง ๆ
จึงจะขยับ
เพราะทุกครั้งที่มีการขยับตัวจะทำให้จิตกวัดแกว่ง
ทำให้สมาธิเคลื่อนได้
และโดยปรกติแล้วถ้าทนไปได้ถึงจุดหนึ่ง
เมื่ออาการปวดหรือเป็นเหน็บนั้นเกิดขึ้นเต็มที่แล้ว
อาการปวดหรือเป็นเหน็บนั้นก็จะหายไปเอง
และมักจะเกิดความรู้สึกเบาสบายขึ้นมาแทนที่
ซึ่งเป็นอาการของปิติที่เกิดจากสมาธิ
๑๑.)
การทำสมาธินั้น
เมื่อใช้สิ่งไหนเป็นเครื่องยึดจิต
ก็ให้ทำความรู้สึกเหมือนกับว่า
ตัวเราทั้งหมดไปรวมเป็นก้อนกลม
ๆ เล็ก ๆ
อยู่ที่จุดยึดจิตนั้น เช่น ถ้าใช้ลมหายใจ (อานาปานสติ)
ก็ทำความรู้สึกว่าตัวเราทั้งหมดย่อส่วนเป็นตัวเล็ก
ๆ
ไปนั่งอยู่ที่จุดที่รู้สึกว่าลมกระทบอย่างชัดเจนที่สุด
เช่นปลายรูจมูกข้างใดข้างหนึ่ง หรือริมฝีปากบน
เป็นต้น
ให้ทำความรู้สึกที่จุดนั้นเพียงจุดเดียว
ไม่ต้องเลื่อนตามลมหายใจ เหมือนเวลาเลื่อยไม้
ตาก็มองเฉพาะที่จุดที่เลื่อยสัมผัสกับไม้เพียงจุดเดียว
ไม่ต้องมองตามใบเลื่อย
ก็จะรู้ได้ว่าตอนนี้กำลังเลื่อยเข้าหรือเลื่อยออก
เมื่อจิตอยู่ที่จุดลมกระทบเพียงจุดเดียว
ก็จะรู้ทิศทาง และลักษณะของลมได้เช่นกัน
๑๒.) ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็อย่าตกใจ
อย่ากลัว อย่ากังวล
เพราะทั้งหมดเป็นเพียงอาการของจิต
พยายามตั้งสติเอาไว้ให้มั่นคง
ตราบใดที่ไม่กลัว ไม่ตกใจ ไม่ขาดสติ
ก็จะไม่มีอันตรายใด ๆ
เกิดขึ้น ทำใจให้เป็นปรกติ
แล้วคอยสังเกตสิ่งเหล่านั้นเอาไว้
แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง
ถ้าเห็นภาพที่น่ากลัวปรากฏขึ้นมา
หรือรู้สึกว่าได้สัมผัสกับสิ่งที่น่ากลัวใด
ๆ ก็ตาม ให้แผ่เมตตาให้สิ่งเหล่านั้น
แล้วคิดว่าอย่าได้มารบกวนการปฏิบัติของเราเลย
ถ้าไม่หายกลัวก็นึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้เป็นที่พึ่งทางใจ
แล้วพยายามอย่าใส่ใจถึงสิ่งที่น่ากลัวนั้นอีก
ถ้าแก้ไม่หายจริง ๆ
ก็ตั้งสติเอาไว้ หายใจยาว
ๆ แล้วค่อยๆ ถอนจากสมาธิออกมา
เมื่อใจเป็นปรกติแล้วถึงจะทำสมาธิใหม่อีกครั้ง
สำหรับคนที่ตกใจง่าย
ก็อาจนั่งสมาธิหน้าพระพุทธรูป
หรือนั่งโดยมีเพื่อนอยู่ด้วย
ก่อนนั่งก็ควรสวดมนต์ไหว้พระก่อน
แล้วอธิษฐานให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครอง
๑๓.) ถ้าจิตไม่สงบ
ก็ลองแก้ไขตามวิธีที่ได้อธิบายเอาไว้ในเรื่องนิวรณ์
๕ และวิธีแก้ไข
ในหมวดสมถกรรมฐาน (สมาธิ)
ซึ่งได้อธิบายเอาไว้อย่างละเอียดแล้ว
๑๔.) เมื่อจะออกจากสมาธิ
ควรแผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลายก่อน
โดยการระลึกถึงความปรารถนาให้ผู้อื่น
และสัตว์ทั้งหลายมีความสุขด้วยใจจริง
จากนั้นก็อุทิศส่วนกุศลที่ได้จากการทำสมาธินั้น
ให้กับเจ้ากรรมนายเวร ผู้มีพระคุณ
และสรรพสัตว์ทั้งหลาย (ระลึกให้ด้วยใจ)
แล้วหายใจยาว ๆ ลึก
ๆ สัก
๓ รอบ พร้อมกับค่อย
ๆ ถอนความรู้สึกจากสมาธิช้า
ๆ เสร็จแล้วค่อย
ๆ ลืมตาขึ้น
บิดเนื้อบิดตัวคลายความปวดเมื่อย แล้วจึงค่อย
ๆ ลุกขึ้นยืนช้า
ๆ
๑๕.) เมื่อตั้งใจจะทำสมาธิให้จริงจัง
ควรงดเว้นจากการพูดคุยให้มากที่สุด
เว้นแต่เพื่อให้คลายความสงสัยที่ค้างคาอยู่ในใจ
เพราะการคุยกันนั้นจะทำให้จิตฟุ้งซ่าน
คือในขณะคุยกันก็มีโอกาสทำให้เกิดกิเลสขึ้นมาได้
ทำให้จิตหยาบกระด้างขึ้น
และเมื่อทำสมาธิก็จะเก็บมาคิด
ทำให้ทำสมาธิได้ยากขึ้น
โดยเฉพาะการคุยกับคนที่สมาธิน้อยกว่าเรา
นอกจากนี้ ควรเว้นจากการร้องรำทำเพลง
การฟังเพลง รวมถึงการดูการละเล่นทั้งหลาย
เพราะสิ่งเหล่านี้จะเพิ่มกามฉันทะ
ซึ่งเป็นนิวรณ์ชนิดหนึ่ง
อันเป็นอุปสรรคต่อการทำสมาธิ
|
|