|



การปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์
(พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช)
วิธีขจัดความทะยานอยากในจิตใจลงได้มีอยู่ทางเดียว
คือ การเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ
หรือการเจริญวิปัสสนาคือการมีสติสัมปชัญญะตามรู้กายตามรู้ใจนั่นเอง
โดยมีสติ (มีสัมมาสติ) ตามรู้ทุกข์ ตามรู้กาย
ตามรู้ใจอยู่เนือง ๆ (มีสัมมาวายามะ)
ตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้
(มีสัมมาทิฎฐิในภาคปริยัติธรรม)
ด้วยจิตที่ตั้งมั่น (มีสัมมาสมาธิ)
ไม่นานก็จะเกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสภาวธรรมว่า
กายและใจหรือรูปนามเป็นทุกข์จริง
แต่ไม่ใช่ตัวเรา (สัมมาทิฎฐิในภาคปฏิบัติ)
แล้วจิต (ไม่ใช่เรา)
ก็ปล่อยวางความถือมั่นในรูปนามเสียได้ในที่สุด
จิตที่ปล่อยวางรูปนามนั่นแหละคือจิตที่พ้นทุกข์
และได้ประจักษ์ถึงนิพพานอันเป็นสภาวะที่สงบสันติจากขันธ์และกิเลสตัณหาทั้งปวง
การตามรู้กายก็มีหลักง่าย
ๆ คือ
ให้มีความรู้สึกตัวแล้วตามรู้กายไปอย่างสบาย ๆ
หากกายอยู่ในอาการอย่างไร ก็รู้ว่ารูป
(ไม่ใช่เรา) อยู่ในอาการอย่างนั้น
การตามรู้ใจก็มีหลักการปฏิบัติง่าย
ๆเช่นกันคือ
ให้มีความรู้สึกตัวแล้วตามจิตรู้จิตใจไปอย่างสบาย
ๆ
หากจิตใจมีความรู้สึกหรือมีอาการอย่างไรก็รู้ว่านาม
(ไม่ใช่เรา) มีความรู้สึกหรือมีอาการอย่างนั้น
เช่นจิตมีความสุขก็รู้ มีความทุกข์ก็รู้ เฉย ๆ
ก็รู้
ชั่วก็รู้ส่งออกหรือหลงไปตามอารมณ์ทางทวารทั้ง
๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
ก็รู้และสักว่ารู้อารมณ์ทางทวารทั้ง ๖ คือ
รู้โดยไม่หลงก็รู้ เป็นต้น
ความรู้สึกตัวเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับการตามรู้กายและตามรู้ใจ
เพราะถ้าจิตมีความรู้สึกตัวคือไม่หลงไปกับอารมณ์ที่ปรากฏทางทวารทั้ง
๖ (หลวงปู่ดุลย์ อตุโล สอนว่า
อย่าส่งจิตออกนอก)
จิตก็ย่อมจะอยู่กับเนื้อกับตัว
เกิดความรู้สึกตัวแล้วรู้เนื้อรู้ตัวหรือรู้กายรู้ใจได้
ผู้ปฏิบัติพึงทำความรู้จักสภาวะของความรู้สึกตัว
โดยหัดการสังเกตความแตกต่างระหว่างความหลงกับความรู้สึกตัวซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน
ความหลงมี ๖ ชนิด คือ
เมื่อดูรูปก็หลงรูปแล้วลืมกายลืมใจของตนเอง
เมื่อได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัส ก็หลงกลิ่น
ก็หลงรส หลงสัมผัส แล้วลืมกายลืมใจของตนเอง
และเมื่อรู้อารมณ์ทางใจก็หลงอารมณ์ทางใจแล้วลืมกายลืมใจของตนเอง
เมื่อรู้สึกตัวเป็นแล้วก็ต้องเจริญสติปัฏฐานเพื่อ
(๑) กระตุ้นความรู้สึกตัวให้เกิดขึ้นเนือง ๆ
และ (๒)
ตามรู้รูปนามอันเป็นอารมณ์วิปัสสนาในสติปัฏฐาน
จนเห็นความจริงว่ากายและใจไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา
จึงจะสามารถละสักกายทิฏฐิหรือความเห็นผิดว่ารูปนาม
หรือกายใจคือตัวตนลงได้ในเบื้องต้น
และสามารถทำลายความยึดถือรูปนามลงได้ในที่สุด
การเจริญสติปัฏฐาน
เช่น การตามรู้กายใน อริยาบถเดิน
หรือการตามรู้ความเคลื่อนไหวของกาย
จะช่วยกระตุ้นความรู้สึกตัวได้ง่ายกว่าการตามรู้อารมณ์ที่นิ่ง
ๆ เช่นการรู้รูปนั่ง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนั่งหลับตา)
เพราะเมื่อนั่งนานก็มักจะเคลิ้มง่าย
อย่างไรก็ตามผู้ปฏิบัติพึงสังเกตตนเองว่าใช้อารมณ์กรรมฐานอันใดแล้วเกิดสติบ่อย
ก็ควรใช้อารมณ์นั้นเป็นเครื่องอยู่ประจำไว้
จะเป็นตามรู้กาย เวทนา จิต
หรือธรรมก็ใช้ได้ทั้งสิ้น
เพราะแต่ละคนมีจริตนิสัยต่าง ๆ กัน
ทั้งนี้การเจริญสติ
แม้ต้องอยู่ภายใต้หลักการอันเดียวกันที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้
แต่ต่างคนก็มีทางเดินเฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำรอยกัน
เพราะทางนี้เป็นทางของผู้ไปคนเดียว
ดังนั้นจึงไม่มีรูปแบบสำเร็จรูปของการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งที่ดีที่สุด
มีแต่รูปแบบที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลเท่านั้น
เมื่อรู้สึกตัวได้แล้วก็ให้หมั่นรู้สึกถึงอาการปรากฏของกายและของจิตอยู่เนือง
ๆ (แล้วแต่สิ่งใดจะปรากฎชัด
เพราะการรู้กายก็ช่วยกระตุ้นให้รู้ใจ
และการรู้ใจก็ช่วยกระตุ้นให้รู้กายได้)
แต่ไม่จำเป็นต้องรู้แบบไม่ให้คลาดสายตา
เพราะจะกลายเป็นการกำหนด เพ่งจ้อง
หรือดักดูกายและใจ ด้วยอำนาจบงการของตัณหา
ให้รู้ไปอย่างสบาย ๆ รู้บ้าง เผลอบ้างก็ยังดี
ไม่ต้องอยากรู้หรืออยากให้สติเกิดขึ้นตลอดเวลา
เพียงหมั่นตามรู้กายและใจเนือง ๆ
สติจะเกิดได้บ่อยขึ้นเอง
และไม่ต้องพยายามห้ามไม่ให้จิตหลง
เพราะจิตเป็นอนัตตาคือห้ามไม่ได้ บังคับไม่ได้
เพียงทำความรู้จักสภาวะของความหลงให้ดี
และเคลื่อนไหวร่างกายบ่อย ๆ
แล้วความหลงจะสั้นลงได้
นอกจากนี้จะต้องจับหลักการปฏิบัติให้แม่นยำว่า
จะต้องตามรู้กายตามรู้ใจ
ตามที่เป็นจริงไม่ใช่เข้าไปดัดแปลง แก้ไข
หรือควบคุมกายและใจแต่อย่างใดเลย
ทั้งนี้บรรดาคำสอนที่ให้เพ่งกายเพ่งจิต
หรือให้แก้ไขดัดแปลงจิตใจ
เป็นคำสอนในขั้นสมถะกรรมฐานทั้งสิ้น
จิตที่มีความรู้สึกตัวย่อมไม่หลงไปตามอารมณ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่หลงไปในโลกของความคิด
เมื่อไม่หลงไปกับความคิดอันเป็นเรื่องของสมมติบัญญัติ
จิตก็อยู่กับความจริง
และสามารถเห็นอารมณ์ปรมัตถ์ คือ
กายและใจหรือรูปนาม ได้ตรงตามความเป็นจริง
การที่รู้กายรู้ใจได้ตรงความเป็นจริงนี้เอง
จะส่งให้เกิดผล๒ ขั้นตอน
คือเบื้องต้นจะละความเห็นผิด ว่ากายและใจ คือ
ตัวเราลงได้
และเบื้องปลายจะละความยึดถือกายและใจลงได้
การละความเห็นผิดว่ากายและใจคือตัวเรานั้น
เกิดจากการที่ผู้ปฏิบัติตามรู้กาย
ตามรู้ใจอยู่เนือง ๆ
จนเห็นความจริงว่ากายและใจเป็นสิ่งที่แปรปรวน
เป็นทุกข์ และบังคับไม่ได้จริง เช่น
เมื่อตามรู้รูป ยืน เดิน นั่ง นอนอยู่เนือง ๆ
ก็จะเห็นว่า
รูปแต่ละชนิดล้วนถูกความทุกข์บีบคั้น
ทำให้รูปเก่าดับไปแล้วรูปใหม่เกิดขึ้น
เช่นต้องเปลี่ยนอิริยาบถจากรูปนั่งเป็นรูปยืนและรูปเดิน
เป็นต้น จะบังคับให้รูปคงที่ตลอดไปไม่ได้
ส่วนความรู้สึกทางใจก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและบังคับไม่ได้เช่นกัน
สำหรับการละความยึดถือ
กายและใจเป็นการปฏิบัติในเบื้องสูง
วิธีปฏิบัติก็เป็นไปในทำนองเดียวกับการปฏิบัติในเบื้องต้นนั่นเอง
เพียงแต่ผู้ปฏิบัติมีสติสัมปชัญญะหรือมีความรู้สึกตัวแก่กล้ามากขึ้น
สามารถรู้สึกตัวได้อย่างถี่ยิบโดยไม่เจตนารู้
ในขั้นนี้จึงไม่ต้องจงใจทำเพราะจิตเขาจะทำของเขาเอง
คล้ายกับผลไม้ที่รอเวลาสุกเท่านั้น
ผู้ปฏิบัติจะรู้สึกเหมือนกับว่า
ความรู้สึกแผ่กว้างออกในขณะที่ความหลงหดสั้นลง
อนุสัยและอาสวะกิเลสทั้งหลายไม่สามารถทำงานได้ดังเดิม
กำลังของกิเลสที่ห่อหุ้มปกคลุมจิตและผูกมัดจิตให้ยึดติดอยู่กับขันธ์
(คือกายและใจอันเป็นของหนัก) ก็จะอ่อนกำลังลง
ผู้ปฏิบัติจะรู้สึกว่าจิตใจมีน้ำหนักน้อยลงเรื่อย
ๆ เพราะวางภาระที่ต้องแบกหามขันธ์ไปตามลำดับ
และรู้สึกว่าจิตเป็นเพียงสภาวธรรมบางอย่างที่ไม่สนใจจะเรียกตัวเองว่าจิตด้วยซ้ำไป
ความคิดนึกปรุงแต่งจะจางลง ๆ
เว้นแต่มีกิจที่จะต้องคิดก็คิดปรุงไปตามหน้าที่
และเมื่อถึงจุดหนึ่งจิตก็จะสลัดตัวหลุดพ้นจากอาสาวกิเลสที่ห่อหุ้มอยู่
เกิดการปล่อยวางขันธ์หรือกายและใจ
ผู้ปฏิบัติจะรู้สึกได้ว่าจิตกับสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งที่ว่าง
และปราศจากน้ำหนักเช่นเดียวกัน
คือธรรมภายในได้แก่จิตใจซึ่งปราศจากเปลือกหุ้ม
คืออาสวกิเลสก็ว่างไร้ขอบเขตแผ่กว้างผ่านทวารตา
หู จมูก ลิ้น กาย
รวมเข้าถึงความว่างของธรรมภายนอกเป็นสิ่งเดียวรวดเสมอกัน
จิตจึงไม่มีการหลงหรือไหลไปมา
และเป็นจิตที่ไม่ทำกรรมอีกต่อไป
อนึ่งจิตที่ปล่อยวางขันธ์ก็คือจิตที่พ้นทุกข์
เพราะอุปาทานขันธ์นั่นแหละคือตัวทุกข์
นี้คือนิพพานประเภทแรกคือความพ้นทุกข์ทางจิตใจอย่างสิ้นเชิงในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่
(สอุปาทิเสสนิพพาน)
การปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์
มีแนวทางปฏิบัติหลัก ๆ อยู่เพียงเท่านี้
ไม่ต้องทำอะไรมากหรอก เพียงแต่รู้สึกตัวเนือง
ๆ แล้วตามรู้กายตามรู้ใจไปตามความเป็นจริง
ซึ่งตรงตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้
ทำได้อย่างนี้จิตจะพัฒนาไปสู่ความพ้นทุกข์ได้เอง
 |