|




การสร้างทานบารมี
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปริณายก
การทำทาน
ได้แก่การสละทรัพย์สิ่งของสมบัติของตนที่มีอยู่ให้แก่ผู้อื่น
โดยมุ่งหวังจะจุนเจือให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์และความสุขด้วยความเมตตาจิตของตน
ทานที่ได้ทำไปนั้น
จะทำให้ผู้ทำทานได้บุญมากหรือน้อยเพียงใด
ย่อมสุดแล้วแต่องค์ประกอบ ๓ ประการ
ถ้าประกอบถึงพร้อมด้วยองค์ประกอบทั้ง ๓
ประการต่อไปนี้แล้ว ทานนั้นย่อมมีผลมาก
ได้บุญบารมีมาก กล่าวคือ
องค์ประกอบข้อที่ ๑. "วัตถุทานที่ให้ต้องบริสุทธิ์"
วัตถุทานที่ให้
ได้แก่สิ่งของทรัพย์สมบัติที่ตนได้สละให้เป็นทานนั้นเอง
จะต้องเป็นของที่บริสุทธิ์
ที่จะเป็นของบริสุทธิ์ได้จะต้องเป็นสิ่งของที่ตนเองได้แสวงหา
ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ในการประกอบอาชีพ
ไม่ใช่ของที่ได้มาเพราะการเบียดเบียนผู้อื่น
เช่น ได้มาโดยยักยอก ทุจริต ลักทรัพย์ ฉ้อโกง
ปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ ฯลฯ
ตัวอย่าง ๑
ได้มาโดยการเบียดเบียนชีวิตและเลือดเนื้อสัตว์
เช่นฆ่าสัตว์ต่าง ๆ เป็นต้นว่า ปลา โค กระบือ
สุกร
โดยประสงค์จะเอาเลือดเนื้อของเขามาทำอาหารถวายพระเพื่อเอาบุญ
ย่อมเป็นการสร้างบาปเอามาทำบุญ
วัตถุทานคือเนื้อสัตว์นั้นเป็นของที่ไม่บริสุทธิ์
แม้ทำบุญให้ทานไป ก็ย่อมได้บุญน้อย
จนเกือบไม่ได้อะไรเลย ทั้งอาจจะได้บาปเสียอีก
หากว่าทำทานด้วยจิตที่เศร้าหมอง
แต่การที่จะได้เนื้อสัตว์มาโดยการซื้อหามาจากผู้อื่นที่ฆ่าสัตว์นั้น
โดยที่ตนมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจในการฆ่าสัตว์นั้นก็ดี
เนื้อสัตว์นั้นตายเองก็ดี
เนื้อสัตว์นั้นย่อมเป็นวัตถุทานที่บริสุทธิ์
เมื่อนำมาทำทานย่อมได้บุญมากหากถึงพร้อมด้วยองค์ประกอบข้ออื่น
ๆ ด้วย
ตัวอย่าง ๒ ลักทรัพย์ ยักยอก ฉ้อโกง ชิงทรัพย์
ปล้นทรัพย์
รวมตลอดถึงการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง
อันเป็นการได้ทรัพย์มาในลักษณะที่ไม่ชอบธรรม
หรือโดยเจ้าของเดิมไม่เต็มใจให้ทรัพย์นั้น
ย่อมเป็นของที่ไม่บริสุทธิ์ เป็นของร้อน
แม้จะผลิดอกออกผลมาเพิ่มเติม
ดอกผลนั้นก็ย่อมเป็นของไม่บริสุทธิ์
ด้วยนำเอาไปกินไปใช้ย่อมเกิดโทษ เรียกว่า "บริโภคโดยความเป็นหนี้"
แม้จะนำเอาไปทำบุญ ให้ทาน
สร้างโบสถ์วิหารก็ตาม
ก็ไม่ทำให้ได้บุญแต่อย่างไร
สมัยหนึ่งในรัชการที่ ๕
มีหัวหน้าสำนักนางโลมชื่อ "ยายแฟง"
ได้เรียกเก็บเงินจากหญิงโสเภณีในสำนักของตนจากอัตราที่ได้มาครั้งหนึ่ง
๒๕ สตางค์ แกจะชักเอาไว้ ๕ สตางค์
สะสมเอาไว้เช่นนี้จนได้ประมาณ ๒,๐๐๐ บาท
แล้วจึงจัดสร้างวัดขึ้นวัดหนึ่งด้วยเงินนั้นทั้งหมด
เมื่อสร้างเสร็จแล้วแกก็ปลื้มปีติ
นำไปนมัสการถามหลวงพ่อโตวัดระฆังว่าการที่แกสร้างวัดทั้งวัดด้วยเงินของแกทั้งหมดจะได้บุญบารมีอย่างไร
หลวงพ่อโตตอบว่า ได้แค่ ๑ สลึง แกก็เสียใจ
เหตุที่ได้บุญน้อยก็เพราะทรัพย์อันเป็นวัตถุทานที่ตนนำมาสร้างวัดอันเป็นวิหารทานนั้น
เป็นของที่แสวงหาได้มาโดยไม่บริสุทธิ์
เพราะว่าเบียดเบียนมาจากเจ้าของที่ไม่เต็มใจจะให้
ฉะนั้น
บรรดาพ่อค้าแม่ขายทั้งหลายที่ซื้อของถูก ๆ
แต่มาขายแพงจนเกินส่วนนั้น
ย่อมเป็นสิ่งของที่ไม่บริสุทธิ์โดยนัยเดียวกัน
วัตถุทานที่บริสุทธิ์เพราะการแสวงหาได้มาโดยชอบธรรมดังกล่าว
ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นของดีหรือเลว
ไม่จำกัดว่าเป็นของมากหรือน้อย
น้อยค่าหรือมีค่ามาก จะเป็นของดี เลว ประณีต
มากหรือน้อยไม่สำคัญ
ความสำคัญขึ้นอยู่กับเจตนาในการให้ทานนั้น
ตามกำลังทรัพย์และกำลังศรัทธาที่ตนมีอยู่
องค์ประกอบข้อที่ ๒. "เจตนาในการสร้างทานต้องบริสุทธิ์"
การให้ทานนั้น
โดยจุดมุ่งหมายที่แท้จริงก็เพื่อเป็นการขจัดความโลภ
ความตระหนี่เหนียวแน่นความหวงแหนหลงใหลในทรัพย์สมบัติของตน
อันเป็นกิเลสหยาบ คือ "โลภกิเลส"
และเพื่อเป็นการสงเคราะห์ผู้อื่นให้ได้รับความสุขด้วย
เมตตาธรรมของตน
อันเป็นบันไดก้าวแรกในการเจริญเมตตา
พรหมวิหารธรรมในพรหมวิหาร ๔ ให้เกิดขึ้น
ถ้าได้ให้ทานด้วยเจตนาดังกล่าวแล้ว
เรียกว่าเจตนาในการทำทานบริสุทธิ์
แต่เจตนาที่ว่าบริสุทธิ์นั้น
ถ้าจะบริสุทธิ์จริงจะต้องสมบูรณ์พร้อมกัน ๓
ระยะ คือ
(๑) ระยะก่อนที่จะให้ทาน
ก่อนที่จะทานก็จะมีจิตที่โสมนัสร่าเริงเบิกบานยินดีที่จะให้ทาน
เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นให้ได้รับความสุขเพราะทรัพย์สิ่งของของตน
(๒) ระยะที่กำลังลงมือให้ทาน
ระยะที่กำลังมือให้ทานอยู่นั้นเอง
ก็ทำด้วยจิตใจโสมนัสร่าเริงยินดีและเบิกบานในทานที่ตนกำลังให้ผู้อื่น
(๓) ระยะหลังจากที่ได้ให้ทานไปแล้ว
ครั้นเมื่อได้ให้ทานไปแล้วเสร็จ
หลังจากนั้นก็ดี นานมาก็ดี
เมื่อหวนคิดถึงทานที่ตนได้กระทำไปแล้วครั้งใด
ก็มีจิตใจโสมนัสร่าเริงเบิกบาน ยินดีในทานนั้น
ๆ
เจตนาบริสุทธิ์ในการทำทานนั้น
อยู่ที่จิตใจโสมนัสร่าเริงเบิกบานยินดีในทานที่ทำนั้นเป็นสำคัญ
และเนื่องจากเมตตาจิต
ที่มุ่งสงเคราะห์ผู้อื่นให้พ้นความทุกข์
และให้ได้รับความสุขเพราะทานของตน
นับว่าเป็นเจตนาบริสุทธิ์ในเบื้องต้น
แต่เจตนาที่บริสุทธิ์เพราะเหตุดังกล่าวมาแล้วนี้
จะทำให้ยิ่ง ๆ บริสุทธิ์มากขึ้นไปอีก
หากผู้ใดให้ทานนั้นได้ทำทานด้วยการวิปัสสนาปัญญา
กล่าวคือ ไม่ใช่ทำทานอย่างเดียว
แต่ทำทานพร้อมกับมีวิปัสสนาปัญญา
โดยใคร่ครวญถึงวัตถุทานที่ให้ทานนั้นว่า
อันบรรดาทรัพย์สิ่งของทั้งที่ชาวโลกนิยมยกย่องหวงแหนเป็นสมบัติกันด้วยความโลภนั้น
แท้ที่จริงแล้วก็เป็นเพียงวัตถุธาตุประจำโลก
เป็นสมบัติกลาง ไม่ใช่ของผู้ใดโดยเฉพาะ
เป็นของที่มีมาตั้งแต่ก่อนเราเกิดขึ้นมา
และไม่ว่าเราจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม
วัตถุธาตุดังกล่าวก็มีอยู่เช่นนั้น
และได้ผ่านการเป็นเจ้าของมาแล้วหลายชั่วคน
ซึ่งท่านตั้งแต่ก่อนนั้น
ได้ล้มหายตายจากไปแล้วทั้งสิ้น
ไม่สามารถนำวัตถุธาตุดังกล่าวนี้ติดตัวไปได้เลยจนในที่สุดก็ได้ตกทอดมาถึงเรา
ให้เราได้กินได้ใช้ไดยึดถือเพียงชั่วคราว
แล้วก็ตกทอดสืบเนื่องไปเป็นของคนอื่น ๆ ต่อ ๆ
ไปเช่นนี้
แม้เราเองก็ไม่สามารถจะนำวัตถุธาตุดังกล่าวนี้ติดตัวไปได้เลย
จึงนับว่าเป็นสมบัติผลัดกันชมเท่านั้น
ไม่จากไปในวันนี้ก็ต้องจากไปในวันหน้า
อย่างน้อยเราก็ต้องจากต้องทิ้งเมื่อเราได้ตายลงนับว่าเป็นอนิจจัง
คือไม่เที่ยงแท้แน่นอน
จึงไม่อาจจะยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเราได้ถาวรได้ตลอดไป
แม้ตัววัตถุธาตุดังกล่าวนี้เอง
เมื่อมีเกิดขึ้นเป็นตัวตนแล้ว
ก็ต้องอยูในสภาพนั้นให้ตลอดไปไม่ได้
จะต้องเก่าแก่ ผุพัง บุบสลายไป
ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนแต่อย่างไร
แม้แต่เนื้อตัวร่างกายของเราเองก็มีสภาพเช่นเดียวกับวัตถุธาตุเหล่านั้น
ซึ่งไม่อาจจะตั้งมั่นให้ยั่งยืนอยู่ได้
เมื่อมีเกิดขึ้นแล้วก็จะต้องเจริญวัยเป็นหนุ่มสาวแล้วก็แก่เฒ่าและตายไปในที่สุด
เราจะต้องพลัดพรากจากของอันเป็นที่รัก
ที่หวงแหน คือทรัพย์สมบัติทั้งปวง
เมื่อเจตนาในการให้ทานบริสุทธิ์ผุดผ่องดีพร้อมทั้งสามระยะดังกล่าวมาแล้ว
ทั้งยังประกอบไปด้วยวิปัสสนาปัญญาดังกล่าวมาแล้วด้วย
เจตนานั้นย่อมบริสุทธิ์อย่างยิ่ง
ทานที่ได้ทำไปนั้นย่อมมีผลมาก
ได้บุญมากหากวัตถุทานที่ได้ทำเป็นของบริสุทธิ์ตามองค์ประกอบข้อ
๑ ด้วย ก็ย่อมทำให้ได้บุญมากยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก
วัตถุทานจะมากหรือน้อย
เป็นของเลวหรือประณีตไม่สำคัญ
เมื่อเราได้ให้ทานไปตามกำลังทรัพย์ที่เรามีอยู่ย่อมใช้ได้
แต่ก็ยังมีข้ออันควรระวังอยู่ก็คือ "การทำทานนั้นอย่าได้เบียดเบียนตนเอง"
เช่นมีน้อย แต่ฝืนทำให้มาก ๆ
จนเกินกำลังของตนที่จะให้ได้
เมื่อได้ทำไปแล้วตนเองและสามี ภริยา
รวมทั้งบุตรต้องลำบาก ขาดแคลน
เพราะว่าไม่มีจะกินจะใช้
เช่นนี้ย่อมทำให้จิตเศร้าหมอง
เจตนานั้นย่อมไม่บริสุทธิ์
ทานที่ได้ทำไปแล้วนั้น
แม้วัตถุทานจะมากหรือทำมาก ก็ย่อมได้บุญน้อย
ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างที่ทำทานด้วยเจตนาอันไม่บริสุทธิ์
คือ
ตัวอย่าง ๑ ทำทานเพราะอยากได้ ทำเอาหน้า
ทำอวดผู้อื่น เช่น สร้างโรงเรียน
โรงพยาบาลใส่ชื่อของตน
ไปยืนถ่ายภาพลงโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์เพื่อให้ได้รับความนิยมยกย่องนับถือ
โดยที่แท้จริงแล้วตนมิได้มีเจตนาที่จะมุ่งสงเคราะห์ผู้ใด
เรียกว่า "ทำทานด้วยความโลภ"
ไม่ทำเพื่อขจัดความโลภ ทำทานด้วยความอยากได้
คืออยากได้หน้า ๆได้เกียรติ ได้สรรเสริญ
ได้ความนิยมนับถือ
ตัวอย่าง ๒ ทำทานด้วยความฝืนใจ
ทำเพราะเสียไม่ได้ ทำด้วยความเสียหาย
เช่นทีพวกพ้องมาเรี่ยไร
ตนเองไม่มีศรัทธาที่จะทำ
หรือมีศรัทธาอยู่บ้างแต่มีทรัพย์น้อย
เมื่อมีพวกมาเรี่ยไรบอกบุญ
ต้องจำใจทำทานไปเพราะความเกรงใจพวกพ้อง
หรือเกรงว่าจะเสียหน้า
ตนจึงได้สละทรัพย์ทำทานไปด้วยความจำใจ
ย่อมเป็นการทำทานด้วยความตระหนี่หวงแหน
ทำทานด้วยความเสียดาย
ไม่ใช่ทำทานด้วยจิตเมตตาที่มุ่งจะสงเคราะห์ผู้อื่น
ซึ่งยิ่งคิดก็ยิ่งเสียดาย
ให้ไปแล้วก็เป็นทุกข์ใจ
บางครั้งก็นึกโกรธผู้ที่มาบอกบุญ
เช่นนี้จิตย่อมเศร้าหมอง ได้บุญน้อย
หากเสียดายมาก ๆ จนเกิดโทสะจริตกล้าแล้ว
นอกจากจะไม่ได้บุญแล้ว ที่จะได้ก็คือบาป
ตัวอย่าง ๓ ทำทานด้วยความโลภ
คือทำทานเพราะว่าอยากได้นั่น อยากได้นี่
อยากเป็นนั่น อยากเป็นนี่
อันเป็นการทำทานเพราะว่าหวังสิ่งตอบแทน
ไม่ใช่ทำทานเพราะมุ่งหมายที่จะขจัดความโลภ
ความตระหนี่หวงแหนในทรัพย์ของตน เช่น
ทำทานแล้วตั้งจิตอธิษฐานขอพรให้ชาติหน้าได้เป็นเทวดา
นางฟ้า ขอให้รูปสวย ขอให้ทำมาค้าขึ้น
ขอให้รำรวยเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี ทำทาน ๑๐๐ บาท
แต่ขอให้ร่ำรวยนับล้าน
ขอให้ถูกสลากกินแบ่งกินรวบ
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสมบัติสวรรค์
หากชาติก่อนไม่เคยได้ทำบุญใส่บาตรฝากสวรรค์เอาไว้
อยู่ๆก็มาขอเบิกในชาตินี้ จะมีที่ไหนให้เบิก
การทำทานด้วยความโลภเช่นนี้ย่อมไม่ได้บุญอะไรเลย
สิ่งที่จะได้พอกพูนเพิ่มให้มากและหนาขึ้นก็คือ"ความโลภ"
ผลหรืออานิสงส์ของการทำทานที่ครบองค์ประกอบ ๓
ประการนั้น ย่อมมีผลให้ได้ซึ่งมนุษย์สมบัติ
สวรรค์สมบัติเอง
แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งเจตนาเอาไว้ล่วงหน้าก็ตาม
เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นผลที่สืบเนื่องมาจากเหตุ
เมื่อทำเหตุครบถ้วนย่อมมีผลเกิดขึ้นตามมาเอง
เช่นเดียวกับปลูกต้นมะม่วง
เมื่อรดน้ำพรวนดินและใส่ปุ๋ยไปตามธรรมดาเรื่อยไป
แม้จะไม่อยากให้เจริญเติบโตและออกดอกออกผล
ในที่สุดต้นไม้ก็จะต้องเจริญเติบโตและผลิตดอกออกผลตามมา
สำหรับผลของทานนั้น
หากน้อยหรือมีกำลังไม่มากนัก
ย่อมน้อมนำให้เกิดในมนุษย์ชาติ
หากมีกำลังแรงมากก็อาจจะน้อมนำให้ได้บังเกิดในเทวโลก
๖ ชั้น
เมื่อได้เสวยสมบัติในเทวโลกจนสิ้นบุญแล้ว
ด้วยเศษของบุญที่ยังคงหลงเหลืออยู่บ้าง
ประกอบกับไม่มีอกุศลกรรมอื่นแทรกให้ผลก็อาจจะน้อมนำให้มาบังเกิดในมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง
และเมื่อได้มาบังเกิดเป็นมนุษย์แล้ว
ก็ย่อมทำให้ได้เกิดในตระกูลที่ร่ำรวยมั่งคั่ง
สมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์
หรือไม่ก็เป็นผู้ที่มีลาภผลมาก
ทำมาหากินขึ้นและร่ำรวยในภายหลัง
ทรัพย์สมบัติไม่วิบัติหายนะไปเพราะวินาศภัย
โจรภัย อัคคีภัย วาตภัย ฯลฯ
แต่จะมั่งคั่งร่ำรวยในวัยใดก็ย่อมแล้วแต่ผลทานแต่ชาติก่อน
ๆ จะส่งผล คือ
๑. ร่ำรวยตั้งแต่วัยต้น
เพราะผลของทานที่ได้ตั้งเจตนาไว้บริสุทธิ์ดีตั้งแต่ก่อนจะทำทาน
คือก่อนที่จะลงมือทำทานก็มีจิตเมตตาโสมนัสร่าเริง
เบิกบานยินดีในทานที่ตนจะได้ทำเพื่อสงเคราะห์ผู้อื่น
แล้วก็ได้ลงมือทำทานไปตามเจตนานั้น
เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ย่อมโชคดี
โดยเกิดในตระกูลที่ร่ำรวย
ชีวิตในวัยต้นอุดมสมบูรณ์พูนสุขไปด้วยทรัพย์
ไม่ยากจนแร้นแค้น
ไม่ต้องขวนขวายหาเลี้ยงตนเองมาก
แต่ถ้าเจตนานั้นไม่งามบริสุทธิ์พร้อมกันทั้ง ๓
ระยะแล้ว
ผลทานนั้นก็ย่อมส่งผลให้ไม่สม่ำเสมอกัน
คือแม้ว่าจะร่ำรวยตั้งแต่วัยต้นโดยเกิดมาบนกองเงินกองทองก็ตาม
หากในขณะที่กำลังลงมือทำทานเกิดจิตเศร้าหมองเพราะหวนคิดเสียดายหรือหวงแหนทรัพย์ที่จะให้ทานขึ้นมา
หรือเกิดหมดศรัทธาขึ้นมาเฉยๆแต่ก็ยังฝืนใจทำทานไปเพราะเสียไม่ได้หรือเพราะตามพวกพ้องไปอย่างเสียไม่ได้
เช่นนี้ผลทานย่อมหมดกำลังให้ผลระยะที่ ๒
ซึ่งตรงกับวัยกลางคน
ซึ่งจะมีผลทำให้ทรัพย์สมบัติหายนะไปด้วยประการต่างๆแม้จะได้รับมรดกมาก็ไม่อาจจะรักษาไว้ได้
หากเจตนาในการทำทานนั้นเศร้าหมองในระยะที่ ๓
คือทำทานไปแล้วหวนคิดขึ้นมาทำให้เสียดายทรัพย์
ความหายนะก็มีผลต่อเนื่องมาจนบั้นปลายชีวิตด้วย
คือทรัพย์สินคงวิบัติเสียหายต่อเนื่องจากวัยกลางคนตลอดไปจนถึงตลอดอายุขัยชีวิตจริงของผู้ที่เกิดบนกองเงินกองทองก็มีให้เห็น
เป็นตัวอย่างที่เมื่อได้รับทรัพย์มรดกแล้วก็วิบัติเสียหายไป
หรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในวัยต้นแต่ก็ต้องล้มละลายในวัยกลางคน
และบั้นปลายชีวิต
แต่ถ้าได้ตั้งเจตนาในการทำทานไว้บริสุทธิ์ครบถ้วนพร้อม
๓ ระยะแล้ว ผลทานนั้นย่อมส่งผลสม่ำเสมอ
คือร่ำรวยตั้งแต่เกิด วัยกลางคนและจนปัจฉิมวัย
๒.
ร่ำรวยในวัยกลางคนการที่ร่ำรวยในวัยกลางคนนั้น
สืบเนื่องมาจากผลของทานที่ได้ทำเพราะเจตนางามบริสุทธิ์ในระยะที่
๒ กล่าวคือไม่งามบริสุทธิ์ในระยะแรก
เพราะก่อนที่จะลงมือทำทานก็มิได้มีจิตศรัทธามาก่อน
ไม่คิดจะทำทานมาก่อนแต่ก็ได้ตัดสินใจทำทานไปเพราะเหตุบางอย่าง
เช่นทำตามพวกพ้องอย่าเสียไม่ได้
แต่เมื่อได้ลงมือทำทานอยู่ก็เกิดโสมนัสรื่นเริงยินดีในทานที่กำลังกระทำอยู่นั้น
ด้วยผลทานชนิดนี้ย่อมทำให้มาบังเกิดในตระกูลที่ยากจนคับแค้น
ต้องต่อสู้สร้างตนเองมาในวัยต้น
ครั้นเมื่อถึงวัยกลางคน
กิจการหรือธุรกิจที่ทำก็ประสบความสำเร็จรุ่งเรื่อง
และหากเจตนาในการทำทานได้งามบริสุทธิ์ในระยะที่
๓ ด้วย
กิจการหรือธุรกิจนั้นย่อมส่งผลรุ่งเรื่องตลอดไปจนถึงบั้นปลายชีวิต
หากเจตนาในการทำทานไม่บริสุทธิ์ในระยะที่ ๓
แม้ธุรกิจหรือกิจการงานจะประสบความสำเร็จรุ่งเรืองในวัยกลางคน
แต่ก็ล้มเหลวหายนะในบั้นปลาย
ทั้งนี้เพราะผลทานหมดกำลังส่งผลไม่ตลอดจนถึงบั้นปลาชีวิต
๓. ร่ำรวยปัจฉิมวัย
คือร่ำรวยในบั้นปลายชีวิตนั้น
สืบเนื่องมาจากผลทานที่ผู้กระทำมีเจตนางามไม่บริสุทธิ์ในระยะแรกและระยะที่
๒ แต่งามบริสุทธิ์เฉพาะในระยะที่ ๓ กล่าวคือ
ก่อนและในขณะลงมือทำทานอยู่นั้น
ก็มิได้มีจิตโสมนัสยินดีในการทำทานนั้นแต่อย่างใด
แต่ได้ทำลงไปโดยบังเอิญ เช่น
ทำตามๆพวกพ้องไปอย่างเสียมิได้
แต่เมื่อได้ทำไปแล้วต่อมาหวนคิดถึงผลทานนั้น
ก็เกิดจิตโสมนัสร่าเริง ยินดีเบิกบาน
หากผลทานชนิดนี้จะน้อมนำให้มาบังเกิดเป็นมนุษย์
ก็จะเกิดในตระกูลที่ยากจนข้นแค้น
ต้องต่อสู้ดิ้นรนศึกษาเล่าเรียนและขวนขวายสร้างตนเองมากตั้งแต่วัยต้นจนล่วงวัยกลางคนไปแล้ว
กิจการงานหรือธุรกิจนั้นก็ยังไม่ประสบกับความสำเร็จ
เช่นต้องล้มลุกคลุกคลานตลอดมา
แต่ครั้นถึงบั้นปลายชีวิตก็ประสบช่องทางเหมาะ
ทำให้กิจการนั้นเจริญรุ่งเรื่องทำมาค้าขึ้นและร่ำรวยอย่างไม่คาดหมาย
ซึ่งชีวิตจริง ๆ
ของคนประเภทนี้ก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่างอยู่มาก
องค์ประกอบข้อที่ ๓.
"เนื้อนาบุญต้องบริสุทธิ์"
คำว่า "เนื้อนาบุญ"
ในที่นี่ได้แก่บุคคลผู้รับการทำทานของผู้ทำทานนั้นเอง
นับว่าเป็นองค์ประกอบข้อที่สำคัญที่สุด
แม้ว่าองค์ประกอบในการทำทานข้อที่ ๑ และข้อที่
๒ จะงามบริสุทธิ์ครบถ้วนดีแล้ว
กล่าวคือวัตถุที่ทำทานนั้นเป็นของที่แสวงหาได้มาด้วยความบริสุทธิ์
เจตนาในการทำทานก็งามบริสุทธิ์พร้อมทั้งสามระยะ
แต่ตัวผู้ที่ได้รับการทำทานเป็นคนที่ไม่ดี
ไม่ใช่ผู้ที่เป็นเนื้อนาบุญที่บริสุทธิ์
เป็นเนื้อนาบุญที่เลว
ทานที่ทำไปนั้นก็ไม่ผลิดอกออกผล
เปรียบเหมือนกับการหว่านเมล็ดข้าวเปลือกลงในพื้นนา
๑ กำมือ
แม้เมล็ดข้าวนั้นจะเป็นพันธุ์ดีที่พร้อมจะงอกงาม
(วัตถุทานบริสุทธิ์)
และผู้หว่านคือกสิกรก็มีเจตนาจะหว่านเพื่อทำนาให้เกิดผลิตผลเป้นอาชีพ
(เจตนาบริสุทธิ์)
แต่หากที่นานั้นเป็นที่ที่ไม่สม่ำเสมอกัน
เมล็ดข้าวที่หว่านลงไปก็งอกเงยไม่เสมอกัน
โดยเมล็ดที่ไปตกในที่เป็นดินดี ปุ๋ยดี
มีน้ำอุดมสมบูรณ์ดี
ก็จะงอกเงยมีผลิตผลที่สมบูรณ์
ส่วนเมล็ดที่ไปตกบนพื้นนาที่แห้งแล้ง
มีแต่กรวดกับทรายและขาดน้ำก็จะแห้งเหี่ยวหรือเฉาตายไป
หรือไม่งอกเงยเสียเลย การทำทานนั้น
ผลิตผลที่ผู้ทำทานจะได้รับก็คือ "บุญ"
หากผู้ที่รับการให้ทานไม่เป็นเนื้อนาที่ดีสำหรับการทำบุญแล้ว
ผลของทานคือบุญก็จะได้เกิดขึ้น
แม้จะเกิดก็ไม่สมบูรณ์
เพราะแกร็นหรือแห้งเหี่ยวเฉาไปด้วยประการต่าง
ๆ ฉะนั้นในการทำทาน
ตัวบุคคลผู้รับของที่เราให้ทานจึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุด
เราผู้ทำทานจะได้บุญมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับคนพวกนี้
คนที่รับการให้ทานนั้นหากเป็นผู้ที่มีศีลธรรมสูง
ก็ย่อมเป็นเนื้อนาบุญที่ดี
ทานที่เราได้ทำไปแล้วก็เกิดผลบุญมาก
หากผู้รับการให้ทานเป็นผู้ที่ไม่มีศีลไม่มีธรรม
ผลของทานก็ไม่เกิดขึ้น คือได้บุญน้อย
ฉะนั้นคติโบราณที่กล่าวว่า "ทำบุญอย่าถามพระ
หรือ ตักบาตรอย่าเลือกพระ"
เห็นจะใช้ไม่ได้ในสมัยนี้
เพราะว่าในสมัยนี้ไม่เหมือนกับท่านในสมัยก่อนๆที่บวชเพราะมุ่งจะหนีสงสาร
โดยมุ่งจะทำมรรคผลและนิพพานให้แจ้ง
ท่านจึงเป็นเนื้อนาบุญที่ประเสริฐ
แต่ในสมัยนี้มีอยู่บางคนที่บวชด้วยคติ ๔
ประการ คือ "บวชเป็นประเพณี บวชหนีทหาร
บวชผลาญข้าวสุก บวชสนุกตามเพื่อน"
ธรรมวินัยใดๆท่านไม่สนใจ
เพียงแต่มีผ้าเหลืองห่มกาย
ท่านก็นึกว่าตนเป็นพระและเป็นเนื้อนาบุญเสียแล้ว
ซึ่งป่วยการจะกล่าวไปถึงศีลปาฏิโมกข์ ๒๒๗ ข้อ
แม้แต่เพียงศีล ๕
ก็ยังเอาแน่ไม่ได้ว่าท่านจะมีหรือไม่
การบวชที่แท้จริงแล้วก็เพื่อจะละความโลภ
ความโกรธ ความหลง ปัญหาว่า
ทำอย่างไรจึงจะได้พบกับท่านที่เป็นเนื้อนาบุญที่ประเสริฐ
ข้อนี้ก็ย่อมขึ้นอยู่กับวาสนาของเราผู้ทำทานเป็นสำคัญ
หากเราได้เคยสร้างสมอบรมสร้างบารมีมาด้วยดีในอดีตชาติเป็นอันมากแล้ว
บารมีนั้นก็จะเป็นพลังวาสนาน้อมนำให้ได้พบกับท่านที่เป็นเนื้อนาบุญที่ประเสริฐ
ทำทานครั้งใดก็มักโชคดี
ได้พบกับท่านที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไปเสียทุกครั้ง
หากบุญวาสนาของเราน้อยและไม่มั่นคง
ก็จะได้พบกับท่านที่เป็นเนื้อนาบุญบ้าง
ได้พบกับอลัชชีบ้าง คือดีและชั่วคละกันไป
เช่นเดียวกับการซื้อสลากกินแบ่งสลากกินรวบ
หากมีวาสนาบารมีเพราะได้เคยทำบุญให้ทานฝากกับสวรรค์ไว้ในชาติก่อน
ๆ ก็ย่อมมีวาสนาให้ถูกรางวัลได้
หากไม่มีวาสนาเพราะไม่เคยทำบุญทำทานฝากสวรรค์เอาไว้เลย
ก็ไม่มีสมบัติสวรรค์อะไรที่จะให้เบิกได้ อยู่
ๆ ก็จะมาขอเบิก เช่นนี้ก็ยากที่จะถูกรางวัลได้
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า
แม้วัตถุทานจะบริสุทธิ์ดี
เจตนาในการทำทานจะบริสุทธิ์ดี
จะทำให้ทานนั้นมีผลมากหรือน้อย
ย่อมขึ้นอยู่กับเนื้อนาบุญเป็นลำดับต่อไปนี้
คือ
๑. ทำทานแก่สัตว์เดรัจฉาน แม้จะมากถึง ๑๐๐
ครั้ง
ก็ได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่มนุษย์
แม้จะเป็นมนุษย์ที่ไม่มีศีล ไม่มีธรรมเลยก็ตาม
ทั้งนี้เพราะสัตว์ย่อมมีวาสนาบารมีน้อยกว่ามนุษย์และสัตว์ไม่ใช่เนื้อนาบุญที่ดี
๒. ให้ทานแก่มนุษย์ที่ไม่มีศีล ไม่มีธรรมวินัย
แม้จะให้มากถึง ๑๐๐ ครั้ง
ก็ยังได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่ผู้ที่มีศีล
๕ แม้จะให้เพียงครั้งเดียวก็ตาม
๓. ให้ทานแก่ผู้ที่มีศีล ๕ แม้จะมากถึง ๑๐๐
ครั้ง
ก็ยังได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่ผู้มีศีล
๘ แม้จะให้เพียงครั้งเดียวก็ตาม
๔. ให้ทานแก่ผู้ที่มีศีล ๘
แม้จะมากถึง ๑๐๐
ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานแก่ผู้มีศีล
๑๐ คือสามเณรในพุทธศาสนา
แม้จะได้ถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม
๕. ถวายทานแก่สามเณรซึ่งมีศีล ๑๐
แม้จะมากถึง
๑๐๐ ครั้ง
ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่พระสมมุติสงฆ์
ซึ่งมีศีลปาฏิโมกข์สังวร ๒๒๗ ข้อ
พระด้วยกันก็มีคุณธรรมแตกต่างกัน
จึงเป็นเนื้อนาบุญที่ต่างกัน
บุคคลที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนามีศีลปาฏิโมกข์สังวร
๒๒๗ ข้อนั้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ตรัสเรียกว่าเป็น
"พระ" แต่เป็นเพียงพระสมมุติเท่านั้น
เรียกกันว่า "สมมุติสงฆ์" พระที่แท้จริงนั้น
หมายถึงบุคคลที่บรรลุคุณธรรมตั้งแต่พระโสดาปัตติผลเป็นพระโสดาบันเป็นต้นไป
ไม่ว่าท่านผู้นั้นจะได้บวชหรือเป็นฆราวาสก็ตาม
นับว่าเป็น "พระ" ทั้งสิ้น
และพระด้วยกันก็มีคุณธรรมต่างกันหลายระดับชั้น
จากน้อยไปหามากดังนี้คือ "พระโสดาบัน
พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์
พระปัจเจกพุทธเจ้า
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธมเจ้า"
และย่อมเป็นเนื้อนาบุญที่แตกต่างกัน
ดังต่อไปนี้
๖. ถวายทานแก่พระสมมุติสงฆ์ แม้จะมากถึง ๑๐๐
ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานแก่ -
พระโสดาบัน
แม้จะได้ถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม
(ความจริงยังมีการแยกเป็นพระโสดาปัตติมรรคและพระโสดาปัตติผล
ฯลฯ เป็นลำดับไปจนถึงพระอรหัตผล
แต่ในที่นี้จะกล่าวแต่เพียงย่นย่อพอให้ได้ความเท่านั้น)
๗. ถวายทานแก่พระโสดาบัน แม้จะมากถึง ๑๐๐
ครั้ง
ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระสกิทาคามี
แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม
๘. ถวายทานแก่พระสกิทาคามี
แม้จะมากถึง ๑๐๐
ครั้ง
ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระอนาคามี
แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม
๙. ถวายทานแก่พระอนาคามี แม้จะมากถึง ๑๐๐
ครั้ง
ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระอรหันต์
แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม
๑๐. ถวายทานแก่พระอรหันต์ แม้จะมากถึง ๑๐๐
ครั้ง
ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า
แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม
๑๑. ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แม้จะมากถึง
๑๐๐ ครั้ง
ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแด่พระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม
๑๒. ถวายทานแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง
ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายสังฆทานที่มีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน
แม้จะถวายสังฆทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม
๑๓.
การถวายสังฆทานที่มีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน
แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่า
"การถวายวิหารทาน"
แม้จะได้กระทำแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม
"วิหารทาน ได้แก่การสร้างหรือร่วมสร้างโบสถ์
วิหาร ศาลาการเปรียญ ศาลาโรงธรรม ศาลาท่าน้ำ
ศาลาที่พักอาศัยคนเดินทางอันเป็นสาธารณะประโยชน์ที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน"
อนึ่ง
การสร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์หรือสิ่งที่ประชาชนใประโยชน์ร่วมกัน
แม้จะไม่เกี่ยวเนื่องกับกิจในพระพุทธศาสนา
เช่น "โรงพยาบาล โรงเรียน บ่อน้ำ แท็งก์น้ำ
ศาลาป้ายรถยนต์โดยสารประจำทาง สุสาน
เมรุเผาศพ" ก็ได้บุญมากในทำนองเดียวกัน
๑๔. การถวายวิหารทาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง
(๑๐๐ หลัง ) ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการให้
"ธรรมทาน" แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม
"การให้ธรรมทานก็คือการเทศน์
การสอนธรรมะแก่ผู้อื่นที่ยังไม่รู้ให้รู้ได้
ที่รู้อยู่แล้วให้รู้ยิ่งๆขึ้น
ให้ได้เข้าใจมรรค ผล นิพพาน
ให้ผู้ที่เป็นมิจฉาทิฐิได้กลับใจเป็นสัมมาทิฐิ
ชักจูงผู้คนให้เข้าปฏิบัติธรรม
รวมตลอดถึงการพิมพ์การแจกหนังสือธรรมะ"
๑๕. การให้ธรรมทาน
แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง
ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการให้ "อภัยทาน"
แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม
การให้อภัยทานก็คือ "การไม่ผูกโกรธ
ไม่อาฆาตจองเวร
ไม่พยาบาทคิดร้ายผู้อื่นแม้แต่ศัตรู"
ซึ่งได้บุญกุศลแรงและสูงมากในฝ่ายทาน
เพราะเป็นการบำเพ็ญเพียรเพื่อ "ละโทสะกิเลส"
และเป็นการเจริญ "เมตตาพรหมวิหารธรรม"
อันเป็นพรหมวิหารข้อหนึ่งในพรหมวิหาร ๔
ให้เกิดขึ้น อันพรหมวิหาร ๔ นั้น
เป็นคุณธรรมที่เป็นองค์ธรรมของโยคีบุคคลที่บำเพ็ญฌานและวิปัสสนา
ผู้ที่ทรงพรหมวิหาร ๔ ได้ย่อมเป็นผู้ทรงฌาน
ซึ่งเมื่อเมตตาพรหมวิหารธรรมได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อใด
ก็ย่อมละเสียได้ซึ่ง "พยาบาท"
ผู้นั้นจึงจะสามารถให้อภัยทานได้
การให้อภัยทานจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและยากเย็น
จึงจัดเป็นทานที่สูงกว่าการให้ทานทั้งปวง
อย่างไรก็ดี การให้อภัยทานแม้จะมากเพียงใด
แม้จะชนะการให้ทานอื่น ๆ ทั้งมวล
ผลบุญนั้นก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า
"ฝ่ายศีล"
เพราะเป็นการบำเพ็ญบารมีคนละขั้นต่างกัน
 |